|
ลองกอง
(LONG KONG)
ลองกองเป็นผลไม้เมืองร้อนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและมีชื่อเสียงมากชนิดหนึ่ง เป็นพืชสกุลเดียวกับลางสาดและดูกู เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมในการบริโภคเป็นอย่างมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เนื่องจากลองกองมีรสชาติดี มีกลิ่นหอม หวาน เปลือกบาง เมล็ดน้อย มียางน้อย ยางที่เปลือกไม่เหนียวติดมือ และมีแนวโน้มความต้องการของตลาดยังมีสูง เนื่องจากปริมาณการผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด จึงทำให้ลองกองมีราคาสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่นมาก ปัจจุบันเกษตรกรได้ให้ความสนใจและปลูกลองกองกันแพร่หลายมากขึ้น
ประวัติ
ชื่อลองกองนี้ได้พยายามค้นคว้าในหนังสือหลายต่อหลายเล่ม เช่น Tropical Planting and Gardening หรือหนังสือ Malayan Fruits ก็ไม่เคยพบชื่อลองกอง พบแต่ชื่อลางสาดกับดูกูเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ละความพยายามที่จะหามาให้ได้ว่าชื่อนี้มาจากไหนกันแน่ คุณเทิด สุวรรณคีรี จึงได้สอบถาม คุณประมุข เลขะกุล เจ้าของโรงเลื่อยแมเมาะ (อยู่ติดเขตแดนระหว่างยะลากับปัตตานี) ซึ่งมีอยู่หลายต้น แต่แทนที่เจ้าของจะเรียกว่าลองกอง กลับเรียกไปอีกชื่อหนึ่งว่า ดูกูปาเล็มบัง ท่านเล่าให้ฟังว่าต้นที่นำมาปลูกที่สวนของท่านที่แมเมาะได้พันธุ์มาจากอำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งญาติของพระยาแขกคนหนึ่งได้พันธุ์แท้มาจากเมืองปาเล็มบัง ประเทศอินโดนีเซีย หลังจากค้นไม่พบว่าชื่อลองกองมาจากไหนแน่จึงสันนิษฐานว่าเป็นชื่อที่เจ้าของสวนตั้งขึ้นกันเอง ซึ่งสอดคล้องกับที่ชาวมุสลิมมักจะตั้งชื่อผลไม้ขึ้นเองเสมอ เช่น พันธุ์เงาะต่าง ๆ ที่มีชื่อแปลก ๆ เช่น เจ๊ะโมง ซึ่งเป็นชื่อคนที่นำมาปลูก และเมาะบือซาร์ (แม่เฒ่า) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม คุณสนอง พฤกษวานิช ประธานชมรมผลไม้จังหวัดยะลาได้เล่าเกี่ยวกับที่มาของคำว่าลองกองไว้ว่า เดิมทีเดียวลองกองเป็นไม้ป่าขึ้นอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ชาวชนบททางภาคใต้สมัยก่อนชอบหาของป่ามาขายและบริโภค ซึ่งมีทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิมนิยมหาของป่าเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่งหลังจากออกหาของป่าตั้งแต่เช้าจนสาย ต่างคนจึงรู้สึกหิว บังเอิญคนที่เป็นมุสลิมได้พบผลไม้เข้าต้นหนึ่ง ผลสุกเต็มต้น ด้วยความหิว และกระหายน้ำจึงเก็บผลมาลองรับประทานดูปรากฏว่ารสชาติหวาน หอม อร่อยน่ารับประทาน หลังจากรับประทานจนอิ่มแล้วผลไม้ที่เก็บลงมายังเหลืออีกมาก จึงต้องการนำกลับบ้านโดยใส่ลงไปในชายผ้าโสร่งที่นุ่ง ขณะเดินกลับบ้านได้พบกับเพื่อนเป็นคนไทยพุทธจึงทักทายกันตามอัธยาศัยของชาวชนบทและคิดว่าเพื่อนคงหิวและกระหายน้ำเช่นกัน จึงชวนให้ลองรับประทานผลไม้ที่ตนเองเก็บใส่พกมา ต่างคนจึงนั่งลงรับประทานและพูดจากันเท่าที่จะรู้เรื่องและเข้าใจกันได้เมื่อต่างคนต่างรู้สึกอิ่ม แต่ผลไม้ที่เก็บมายังเหลืออีกมากครั้นจะทิ้งก็เสียดาย คนที่เป็นมุสลิมจึงต้องการนำกลับบ้านจึงลุกขึ้นยืนนุ่งผ้าโสร่งใหม่เพื่อทำให้เป็นชายพกเพื่อจะได้ใส่ผลไม้ที่เหลืออยู่ลงไปให้หมด ตามธรรมดาผ้าโสร่งเมื่อนุ่งให้เป็นชายพกขนาดใหญ่ ริมผ้าด้านหลังย่อมสั้นขึ้น เมื่อเก็บผลไม่ที่เหลือใส่ลงไปหมดแล้ว เมื่อลุกขึ้นยืนปรากฏว่าอวัยวะเพศโผล่พ้นริมผ้าออกมาด้านล่าง คนที่เป็นไทยพุทธเห็นเข้าจึงชี้มือไปที่เพื่อนด้วยความหวังดีพร้อมกับบอกว่า ดอกอง (อวัยวะเพศที่โผล่ออกมา) เพื่อนคนไทยมุสลิมเข้าใจคิดว่าผลไม้นั้นเรียกชื่อว่า ดอกอง เลยเรียกชื่อผลไม้นั้นว่าดอกองตั้งแต่นั้นมา (คนไทยมุสลิมออกเสียงดอกอง) และออกเสียงเพี้ยนมาเป็นลองกองจนปัจจุบันแหล่งกำเนิด
ถิ่นกำเนิดของลองกองอยู่ในแถบป่า หมู่เกาะมลายู อินโดนีเซีย ชวา ฟิลิปปินส์และประเทศไทย สำหรับประเทศไทยเชื่อว่าลองกองมีแหล่งกำเนิดที่บ้าน ซีโป หมู่ที่ 3 ตำบลเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส จนบางครั้งมีการเรียกชื่อลองกองว่า ซีโป อย่างไรก็ตามชาวบ้านที่ตำบลเฉลิมและตำบลอื่น ๆ ในอำเภอระแงะได้รู้จักผลไม้ชนิดนี้มานานนับร้อยปี แต่เนื่องจากสมัยนั้นการคมนาคมไม่สะดวกจึงไม่ค่อยรู้จักกันอย่างแพร่หลายต่อมามีการตัดถนนเข้าหมู่บ้าน มีรถโดยสารรับส่งคนและสินค้าต่าง ๆ ทำให้ผลผลิตลองกองได้แพร่ออกสู่ตลาดตันหยงมัสและกระจายไปยังจังหวัดอื่น
จากถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในปัจจุบันได้มีการกระจายพันธุ์ไปอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะภาคใต้ในจังหวัดแถบฝั่งทะเลทางด้านทิศตะวันออกที่มีสภาพภูมิอากาศค่อนข้างชื้น คือตั้งแต่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาส ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตลองกองที่สำคัญตลอดจนในจังหวัดอื่น ๆ ของภาคใต้ นอกจากนี้ลองกองได้แพร่กระจายเข้าสู่จังหวัดอื่น ๆ ที่มีภูมิอากาศชื้นอีกหลายแห่ง เช่น จังหวัดอุตรดิตถ์ จันทบุรี ตราด ระยอง และปราจีนบุรี ถึงแม้ว่าลองกองจะได้แพร่กระจายไปหลายจังหวัดแล้วก็ตามแต่แหล่งผลิตลองกองที่สำคัญอยู่ที่ภาคใต้ และจังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดที่ปลูกลองกองมากที่สุด จนปัจจุบันลองกองได้กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดไปแล้ว
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลองกองมีชื่อสามัญว่า LONG KONG มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lansiumdomesticum Corr. การจัดลำดับทางพฤกษศาสตร์เป็นดังนี้
วงศ์ (Order) Geranial
ตระกูล (Family) Meliaceae
สกุล (Genus) Lansium
ชนิด (Species) Domesticum
ลองกองเป็นผลไม้ที่มีการเจริญเติบโตช้า รากมีระบบรากแก้ว รากแขนงและรากฝอย ลำต้นค่อนข้างกลมและตั้งตรง ใบเป็นใบประกอบ เรียงสลับกัน การติดดอกออกผลจะออกบริเวณลำต้นและกิ่ง ผลเกิดเป็นช่อแน่นติดกับก้านช่อ ผลเป็นรูปกลมหรือรีและอาจเป็นกระจุกที่ขั้วผลได้ เมล็ดมีรูปร่างกลมรี สำหรับลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของลองกองมีดังนี้
ราก ต้นลองกองที่ขยายพันธุ์โดยวิธีการไม่อาศัยเพศ เช่น การขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่ง เสียบยอด หรือโดยวิธีการอื่น ๆ จะไม่มีรากแก้วต้นที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเท่านั้นที่มีรากแก้ว และยยังมีรากแขนงและรากฝอย รากแขนงจะแตกออกจากรากแก้วซึ่งจะแผ่กระจายอยู่บริเวณผิวหน้าดิน ห่างจากลำต้นประมาณ 3-5 เมตร ส่วนรากฝอยมีหน้าที่ดูดน้ำและธาตุอาหารมาเลี้ยงลำต้น รากฝอยจะกระจายอยู่ที่ระดับหน้าดินที่มีความลึกไม่เกิน 20 เซนติเมตร สำหรับปริมาณรากจะพบมากที่สุดบริเวณใกล้โคนต้น
ลำต้น ต้นลองกองจะมีลักษณะค่อนข้างกลมและตั้งตรง ความสูงขึ้นอยู่กับการขยายพันธุ์และพื้นที่ปลูก ต้นที่ปลูกด้วยเมล็ดจะมีลักษณะสูงชะลูด ส่วนต้นที่ขยายพันธุ์โดยวิธีการไม่อาศัยเพศลำต้นจะเตี้ยทรงพุ่มกว้าง แต่ถ้าปลูกในที่ร่มเงาไม้อื่นขึ้นอยู่มากลำต้นจะชะลูดสูงเช่นเดียวกัน เพราะแย่งกันรับแสงแดด แต่โดยทั่วไปแล้วลำต้นจะสูงประมาณ 15-30 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30-40 เซนติเมตร เนื้อไม้แข็งปานกลาง เปลือกลำต้นค่อนข้างเรียบบาง มีสีขาวปนน้ำตาล ใต้ผิวเปลือกถ้าขูดดูจะมีสีเขียว และเมื่อเฉือนเปลือกออกมาจะมียางสีขาวไหลออกมา หนอนกัดกินผิวเปลือกลองกองและเจาะลำต้น ลำต้นที่มีอายุมากเปลือกจะตกสะเก็ด จะกะเทาะหลุดออกเป็นแผ่น ๆ ลำต้นลองกองทำหน้าที่พิเศษนอกเหนือไปจากการสร้างพุ่มและแผ่กิ่งก้านแล้ว ยังสามารถออกดอกติดผลบริเวณลำต้นอีกด้วย ต้นที่ปลูกด้วยเมล็ดจะเริ่มให้ผลผลิตได้เมื่ออายุได้ประมาณ 7-8 ปี ส่วนต้นลองกองที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นจะให้ผลผลิตเมื่ออายุประมาณ 4-5 ปี และให้ผลผลิตมากและสม่ำเสมอกว่า
สำหรับลักษณะของทรงพุ่มนั้นไม่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการขยายพันธุ์ ระยะปลูกและพื้นที่ปลูก คือต้นที่ปลูกด้วยเมล็ดจะมีลักษณะสูงชะลูด กิ่งแขนงมีขนาดใหญ่ กิ่งภายในทรงพุ่มจะเป็นกิ่งมุมแคบ ทรงพุ่มมี 2 ลักษณะ คือ รูปทรงคล้ายปิรามิดและคล้ายทรงกระบอก ซึ่งมีอัตราส่วนของความสูงมากกว่าความกว้าง ส่วนต้นลองกองที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเสียบยอดหรือทาบกิ่ง ลักษณะทรงพุ่มจะเตี้ยกว่าเมื่อเทียบกับต้นที่ปลูกด้วยเมล็ด ทรงพุ่มค่อนข้างกว้างคล้ายทรงกลม กิ่งแขนงขนาดใหญ่ภายในทรงพุ่มมีมุมกว้างขึ้นและกิ่งแขนงภายในทรงพุ่มค่อนข้างแน่น ถ้าปลูกในระยะชิดหรือมีร่มเงามากจะทำให้ต้นลองกองสูงชะลูดมากขึ้น
ใบ ใบลองกองจัดอยู่ในประเภทใบร่วม (Compound Leaf) ใบย่อยแตกออกมาจากก้านใบเป็นคู่ตรงข้ามกัน แต่ละใบจะมีใบย่อยอยู่ประมาณ 3-8 ใบ การเรียงตัวของใบบนก้านใบรวมเป็นแบบสลับ ก้านใบยาวประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ขนาดของใบจะใหญ่กว่าใบลางสาด ใบหนา ลักษณะใบยาวรีหรือป้อมเป็นรูปไข่ ไม่มีขนอ่อนอยู่ใต้ใบ ด้านหน้าของใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านหลังใบเป็นสีเขียวจาง ใบด้านบนเป็นลูกคลื่นเห็นได้ชัด ปลายใบมนไม่แหลมและโค้งงอลงหลังใบเล็กน้อย สำหรับเส้นใบที่แยกออกจากเส้นกลางใบมีลักษณะเหมือนร่างแห ใบลองกองหากลองเคี้ยวดูจะมีรสขมเหมือนลางสาด
ดอก ดอกลองกองเป็นดอกรวมอยู่ในช่อ ดอกลองกองจะเกิดตามบริเวณลำต้นและกิ่งที่สมบูรณ์ อาจเกิดเดี่ยว ๆ หรือเกิดเป็นกลุ่มตั้งแต่ 2-10 ช่อดอก ในระยะเริ่มแรกมองเห็นเป็นตุ่ม
เล็ก ๆ สีน้ำตาลอมเขียว ตาดอกนี้ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์จะพัฒนาไปเป็นช่อดอกขนาดยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร การจัดเรียงตัวของดอกภายในช่อเป็นแบบสลับกัน มีดอกเรียงอยู่บนช่อตั้งแต่ 10-30 ดอก ก้านช่อก่อนดอกบานจะมีลักษณะเขียวเข้ม เปราะเด็ดออกง่าย
ดอกจัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ไม่มีก้านเกสรหรือถ้ามีก็จะสั้นมาก กลีบของดอกมี 5 กลีบ อวบคล้ายรูปถ้วย สีเหลืองอมเขียวหรือเหลืองอ่อน แต่ละกลีบยาวประมาณ 0.15 เซนติเมตร กว้าง 0.15-0.2 เซนติเมตร ปกคลุมด้วยขนอ่อน ๆ เมื่อแห้งจะเป็นสีน้ำตาลติดอยู่กับผล ถัดจากกลีบรองดอกจะเป็นกลีบดอกมีลักษณะเหยียดตรง อวบ สีขาวหรือเหลืองจาง รูปไข่ มีขนอ่อนปกคลุม แต่ละกลีบกว้าง0.2-0.3 เซนติเมตร ยาว 0.4-0.5 เซนติเมตร ถัดเข้าไปอีกชั้นเป็นเกสรตัวผู้ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดกลมคล้ายลูกบอล อวบ สั้นกว่ากลีบดอก มีละอองเกสรเรียงเป็นชั้นเดียวกัน ยาว 0.1 เซนติเมตร ส่วนในสุดหรือตรงกลางเป็นเกสรตัวเมีย มีรังไข่ลักษณะกลมปกคลุมด้วยขนอ่อนแน่นทึบ ภายในรังไข่แบ่งออกเป็นกลีบ ๆ ได้ประมาณ 4-5 กลีบ ส่วนยอดเกสรตัวเมียนั้นมีลักษณะสั้นแข็ง เป็นร่องริ้วหรือเป็นเหลี่ยมประมาณ 4-5 เหลี่ยม
ดอกลองกองจะเริ่มบานในสัปดาห์ที่ 8 โดยเริ่มจากบานโคนก้านช่อดอกเรื่อยไปจนถึงปลายช่อดอก ดังนั้นการสุกของผลก็จะเริ่มสุกจากโคนก้านช่อดอกเช่นกัน ดอกจะบานอยู่ประมาณ 3-5 วัน ดอกสุดท้ายจะบานหลังจากดอกแรกบานแล้ว 4-5 สัปดาห์ ดอกลองกองสามารถเจริญเติบโตเป็นผลโดยไม่ต้องมีการผสมเกสร
ผล ผลลองกองมีลักษณะกลมรีเล็กน้อย แต่ผลอาจจะเป็นจุกซึ่งเกิดจากการเบียดกันระหว่างผลภายในช่อ เนื่องจากการเรียงตัวของดอกถี่และชิดกันมาก ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร สีผิวเปลือกของผลอ่อนจะเป็นสีเขียวเข้ม บนผิวเปลือกจะมีตุ่มนูน
เล็ก ๆ เป็นต่อมน้ำหวาน ตอนเช้าจะมีน้ำหวานเกาะติดอยู่เป็นเม็ด ๆ เมื่อผลสุกผิวเปลือกจะเป็นสีเหลืองอ่อน โดยจะเริ่มสุกจากโคนช่อไปหาปลายช่อ เปลือกลองกองแท้จะไม่มียาง แกะเปลือกล่อนออกจากเนื้อได้ง่าย ผลแบ่งออกเป็นกลีบ ๆ ได้ 4-5 กลีบ ลองกองสุกเต็มที่เนื้อจะใสเป็นแก้วมีทั้งฉ่ำน้ำและแห้ง มีกลิ่นหอม รสหวาน แต่ถ้าสุกไม่ดีเนื้อจะมีสีขาวขุ่นรสหวานอมเปรี้ยว เนื้อลองกองสุกจะมีค่าความหวานประมาณ 17-19 องศาบริกซ์ ในแต่ละผลจะมีเมล็ดที่สมบูรณ์เพียง 1 เมล็ดหรือบางผลมีเมล็ดลีบทุกกลีบ สำหรับจำนวนผลต่อช่อนั้นขึ้นอยู่กับความยาวของช่อดอกและเปอร์เซ็นต์การติดผล โดยทั่วไปเฉลี่ยประมาณ 10-40 ผลต่อช่อ
เมล็ด ในผลลองกองผลหนึ่งจะมีเมล็ดน้อยมากมีเพียง 1-2 เมล็ด หรือบางผลมีเฉพาะเมล็ดลีบเท่านั้น เมล็ดที่สมบูรณ์มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีรูปร่างกลมรี ด้านหนึ่งโค้งนูนอีกด้านหนึ่งแบนราบ มีสีเขียวอมเหลือง รสชาติไม่ขม เมล็ดของลองกองสามารถเจริญเติบโตโดยไม้ต้องได้รับการผสมพันธุ์ เพราะเกสรตัวผู้เป็นหมัน จึงทำให้เปอร์เซ็นต์การกลายพันธุ์มีน้อยมาก และสามารถพัฒนาเป็นเมล็ดที่มีหลายคัพภ ซึ่งสังเกตได้จากเมล็ดจะมีรอยแตกร้าวเป็นส่วนมาก ดังนั้นในการเพาะเมล็ดที่สมบูรณ์เพียง 1 เมล็ด จะสามารถงอกต้นกล้าได้ 1-3 ต้น เมล็ดลองกองเมื่อนำไปเพาะจะใช้เวลาประมาณ 25-27 วัน จึงจะงอก
พันธุ์ลองกอง
ลองกองเป็นไม้ผลที่อยู่ในสกุลเดียวกับลางสาดและกูดู ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันมาก แต่ลองกองในแต่ละสายพันธุ์จะมีลักษณะใบที่ไม่แตกต่างกันโดยมีร่องใบลึกเป็นคลื่น ใบสีเขียวเข้ม ใบด้านบนมีสีเขียวเข้มกว่าใบด้านล่าง อย่างไรก็ตามปัจจุบันศูนย์วิจัยพืชสวนสุราษฎร์ธานีได้แบ่งพันธุ์ลองกองออกเป็น 3 สายพันธุ์ด้วยกันคือ
1. ลองกองแห้ง เป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพผลดีที่สุด และเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นการค้า ในปัจจุบันการสังเกตความแตกต่างของลองกองแห้งนั้นให้สังเกตจากลักษณะของผลเท่านั้น เนื่องจากลักษณะของใบและทรงต้นจะใกล้เคียงกับลองกองน้ำมาก ลองกองแห้งมีลักษณะใบใหญ่เป็นมัน ใบรูปไข่ ร่องใบลึกเป็นคลื่นเห็นชัด สีเขียวเข้ม ใบด้านบนมีสีเขียวเข้มกว่าใบด้านล่าง ใบเรียงสลับกัน แต่ละก้านใบมีใบย่อย 6-8 ใบ ฐานใบบางใบแต่ละด้านไม่เสมอกันโดยเฉพาะใบที่ปลายก้านใบ ใบมีรสจืด เปลือกผลค่อนข้างหนาผิวหยาบเล็กน้อย เมื่อสุกมีสีเหลืองคล้ำ เปลือกผลจะเข็งกว่าลองกองน้ำ ไม่มียางขาว ตรงขั้วผลอาจจะมนกลมหรือค่อนข้างแหลมขึ้นอยู่กับการเบียดของผลก้นผลมีรอยบุ๋มเล็กน้อยพอสังเกตเห็น เนื้อผลมี 5 กลีบ บางผลมีกลีบใหญ่ 1 กลีบ กลีบใหญ่มักมีเมล็ด เมื่อสุกเต็มที่เนื้อผลจะใสเหมือนแก้ว มีลักษณะแห้งสนิท เนื้อมีรสหวาน กลิ่นหอมชวนรับประทาน ความหวานของเนื้อผลประมาณ 17-19 องศาบริกซ์ เมล็ดในแต่ละผลมี 1 เมล็ดหรือไม่มีเลย เมล็ดค่อนข้างใหญ่ สีเขียวอมเหลือง รสไม่ขม มีรอยแตกร้าวเป็นจำนวนมาก เมื่อนำไปเพาะจะได้ต้นกล้าหลายต้น ลองกองแห้งที่ปลูกแพร่หลายอยู่ในปัจจุบันเป็นลองกองที่ได้มาจาก บ้านซีโป หมู่ที่ 3 ตำบลเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส หรือที่ส่วนใหญ่เรียกว่าลองกองซีโป ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของลองกอง
2. ลองกองน้ำ ลักษณะของใบและลำต้นจะใกล้เคียงกับลองกองแห้งมาก จนไม่สามารถอาศัยลักษณะของใบและลำต้นมาใช้แยกออกจากกันได้ นอกจากใช้ลักษณะของผลเพียงอย่างเดียว เมื่อต้นยังเล็กใบเลี้ยงชั้นล่างจะมีลักษณะกลมคล้ายใบโพธิ์ ข้อแตกต่างที่พอจะแยกออกจากลองกองได้คือ สีผิวของผลเมื่อสุกจะเหลืองจางกว่าลองกองแห้ง ผิดคล้ายกับลองกองแห้งมากแต่ผลจะนุ่มกว่า ผลโตค่อนข้างกลม เป็นช่อยาวใหญ่ เปลือกค่อนข้างบางและเหนียว การแกะเปลือกออกจากเนื้อค่อนข้างลำบากหากแกะไม่ถูกวิธีน้ำจะกระฉูดเข้าใส่ผู้แกะได้ เนื้อในผลมี 5 กลีบ เนื้อสีขาวขุ่นมีน้ำมาก รสชาติไม่ค่อยหวาน ความหวานของเนื้อผลประมาณ 16-18
องศาบริกซ์ มีเมล็ดน้อย เมล็ดมีลักษณะกลมรี มีรอยแตกร้าวบ้างเล็กน้อย เมื่อนำไปเพาะจะได้ต้นกล้าหลายต้น ลองกองน้ำเป็นพันธุ์ที่มีคุณภาพด้อยกว่าลองกองแห้ง
3. ลองกองแกแลแม บางแห่งเรียกว่า ลองกองแปร์แม หรือดูกูแปร์แม แต่ควรจัดไว้ในพวกลองกองมากกว่าเพราะคุณภาพผลต่างจากดูกูมาก ใบมีลักษณะคล้ายลองกองแห้งและลองกองน้ำมากแต่ใบลื่นกว่า ใบมีคลื่นเล็กน้อย ปลายใบแหลมเหมือนหางเต่า ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม ช่อผลที่สมบูรณ์จะไม่มียาง ผลอ่อนนุ่ม เนื้อในผลแห้งใสเป็นแก้ว กลีบผลมี 5 กลีบ เนื้อนิ่ม เนื้อมีรสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นฉุนไม่หอมเหมือนลองกองแห้ง ความหวานของเนื้อผลประมาณ 16-19 องศาบริกซ์ เมล็ดมีน้อยและมีขนาดเล็กกว่า ไม่ขม มีรอยร้าวของเมล็ดคล้ายลองกองแห้ง เมื่อนำไปเพาะจะได้หลายต้นเช่นกัน
สำหรับลองกองที่มีการซื้อขายตามท้องตลาดทั่วไปสามารถจำแนกตามลักษณะของผลและรสชาติได้ 2 พันธุ์ด้วยกันคือ พันธุ์หัวป้านและพันธุ์หัวแหลม ซึ่งทั้งสองพันธุ์นี้จะสังเกตความแตกต่างได้เฉพาะลักษณะของผลและรสชาติเท่านั้น ส่วนลักษณะของดอก ใบ ลำต้น หรือทรงพุ่มนั้นไม่สามารถแยกออกจากกันได้
พันธุ์หัวป่าน มีลักษณะผลกลม ใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางของผลประมาณ 1-2 นิ้ว เปลือกผลหนาและไม่มียาง เนื้อผลค่อนข้างใส เมล็ดส่วนใหญ่ลีบ รสชาติมีตั้งแต่หวานจนถึงหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอมอ่อนๆ
พันธุ์หัวแหลม ลักษณะปลายผลกลม ขั้วผลค่อนข้างรีแหลม ทั้งนี้อาจเป็นเพราะระยะระหว่างก้านของผลแต่ละผลสั้นมาก เมื่อผลเจริญขึ้นจึงทำให้ผลเบียดชิดกันแน่นมาตั้งแต่ผลอ่อนจนถึงผลแก่ ทำให้รูปร่างของผลมีลักษณะดังกล่าวคือขั้วแหลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของผลประมาณ 1-2 นิ้ว เปลือกหนาและไม่มียาง มีกลิ่นหอมแรงและรสชาติดีกว่าพันธุ์หัวป้าน สีของเนื้อมีทั้งขาวขุ่นและขาวใส ผู้รับประทานบอกว่าชนิดสีขาวขุ่นจะหอมหวานและอร่อยกว่าชนิดที่มีเนื้อขาวใส จำนวนผลต่อช่อมีไม่แน่นอนคือตั้งแต่ 10-40 ผลต่อช่อ
อย่างไรก็ตามเกษตรจังหวัดปัตตานีเคยได้กล่าวไว้ว่า การปลูกลองกองด้วยเมล็ดนั้น ถ้ามีการบำรุงรักษาอย่างดี ต้นสมบูรณ์ ลองกองจะให้ผลผลิตดี ช่อแน่น จะทำให้ลักษณะของผลออกมาเป็นหัวแหลมได้ ซึ่งลักษณะหัวแหลมขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นไม่ใช่เป็นลักษณะประจำพันธุ์
การพัฒนาสายพันธุ์ลองกอง
การผลิตลองกองนอกฤดูกาลที่นราธิวาส
ผลไม้ต่าง ๆ ที่จำหน่ายนอกฤดูจะมีราคาแพง โดยชาวสวนจะมีวิธีการบังคับการออกดอกออกผลที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งก็มีการสร้างสภาพแวดล้อมขึ้นใหม่เพื่อให้เหมาะต่อการออกดอกออกผล สำหรับลองกองนับเป็นผลไม้ที่ทำรายได้ดีให้แก่ชาวสวนโดยเฉพาะที่จังหวัดนราธิวาส ชาวสวนส่วนใหญ่ปลูกโดยอาศัยสภาพธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้ไม่แน่นอนและเก็บเกี่ยวผลผลิตเกือบพร้อมกัน ทำให้ขายไม่ได้ราคาแพง จากข้อจำกัดจุดนี้ คุณดำรง พรหมชาติ ชาวสวนตำบลลำพู อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส จึงได้คิดทำการผลิตลองกองให้ออกดอกและติดผลก่อนฤดูกาลจนสำเร็จ โดยมีหลักการใหญ่ ๆ คือ การบำรุงต้นให้สมบูรณ์เต็มที่ แล้วให้กระทบแล้งสักระยะหนึ่งลองกองก็จะออกดอก หลังจากออกดอกแล้วจึงให้น้ำปกติ หลักการนี้ทำให้ลองกองออกดอกออกผลปีละ 2 ครั้ง มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ คือ
ในระยะหลังการเก็บผลในเดือนกันยายนจะทำการดายหญ้าบริเวณโคนต้นและทรงพุ่มแล้วใส่ปุ๋ย ในช่วงนี้จะลดการให้น้ำและต้องมีภาวะแล้งจัด (ถ้าฝนตกจะไม่ประสบความสำเร็จ) เมื่อถึงเดือนตุลาคมต้นลองกองที่ใส่ปุ๋ยไว้จะเริ่มออกดอก จึงทำการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้ในเดือนเมษายน
กระบานการผลิตลองกอง
เนื่องจากลองกองเป็นไม้ผลที่ชอบร่มเงา การปลูกลองกองจึงควรวางแผนการปลูกให้เหมาะสม โดยอาจจะปลูกเป็นพืชแซมในผลไม้ชนิดอื่น เช่น มะพร้าว สะตอ เงาะ มังคุด ทุเรียน ฯลฯ หรืออาจทำร่มเงาช่วงคราวในระยะ 2-3 ปีแรก โดยใช้ทางมะพร้าวเป็นที่กำบัง หรือปลูกไม่ผลอายุสั้น เช่น กล้วย เป็นร่มเงาก็ได้
การสร้างร่มเงา
ร่มเงานับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปลูกลองกอง เพราะนิสัยของลองกองไม่ชอบแสง ลองกองจึงสามารถเจริญเติบโตได้ดีในลักษณะที่ร่มรำไรเพราะหากร่มเงาทึบเกินไปลองกองก็จะมีทรงต้นสูงชะลูด ไม่แตกกิ่งก้านและมีทรงพุ่มที่ไม่สวยงาม ในทางตรงกันข้ามถ้าลองกองได้รับแสงแดดมากเกินไปจะทำให้ใบไหม้ ทรงพุ่มทึบ ข้อและปล้องสั้น ใบมีขนาดเล็ก มีการแตกยอดมากและเป็นกระจุก ประโยชน์ของการสร้างร่มเงาให้กับลองกองก็คือ ช่วยลดความเข้มของแสง ช่วยลดอุณหภูมิ ช่วยลดการเคลื่อนที่ของอากาศและความเร็วลด ช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ความชื้นสัมพัทธ์และความชื้นในดิน ในปัจจุบันแม้ว่าจะมีการนำลองกองไปปลูกโดยไม่อาศัยร่มเงาของต้นไม้อื่นแล้วก็ตาม แต่ปรากฏว่าการเจริญเติบโตสู้ต้นลองกองที่อาศัยร่มเงาของไม้อื่นไม่ได้ หากมองในแง่ต้นทุนแล้วการปลูกลองกองโดยอาศัยร่มเงาของต้นไม้อื่นนั้นยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการให้น้ำอีกด้วย เพราะร่มเงาจะเก็บความชื้นทั้งในดินและในอากาศได้ครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะความชื้นระดับผิวดินที่มีความสำคัญมากในการทำสวนลองกองให้ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากลองกองมีระบบรากฝอยอยู่ในระดับผิวดิน และเป็นรากที่มีประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุอาหารได้ดีมาก ในทำนองเดียวกันหากรากเหล่านี้กระทบแล้งหรือผิวดินบริเวณโคนต้นขาดความชื้นก็ส่งผลให้ลองกองชะงักการเจริญเติบโตได้ง่ายเช่นกัน
ความต้องการร่มเงาของลองกองจะแปรผันไปตามอายุของลองกองคือ ต้นกล้าลองกองจะต้องการแสงในปริมาณน้อย ควรพรางแสงให้มาก โดยให้มีร่มเงาประมาณ 80-90 % ส่วนต้นกล้าอายุ 6 เดือน จะต้องการร่มเงาประมาณ 50-60 % และเมื่อต้นกล้าอายุมากมากขึ้นความต้องการร่มเงาก็จะลดลงเรื่อย ๆ โดยจะต้องการแสงมากขึ้น อย่างไรก็ตามความสามารถของต้นลองกองในการทนทานต่อสภาพความเครียดเนื่องจากแสงยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของดินและขนาดของภาชนะที่ใส่ต้นกล้า ความแข็งแรงของต้นกล้า ปริมาณธาตุ อาหารและน้ำที่เพียงพอ ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้ต้นกล้าลองกองทนต่อความเครียดเนื่องจากแสงได้ดีกว่าปกติ การสร้างร่มเงาให้กับลองกองนั้นจะต้องทำตั้งแต่เริ่มปลูก ซึ่งร่มเงาของลองกองสามารถแบ่งได้ 3 ชนิดดังนี้
1. ร่มเงาชั่วคราว เป็นการให้ร่มเงากับต้นลองกองในระยะหนึ่งแล้วเอาออก ซึ่งมีระยะเวลาที่ค่อนข้างแน่นนอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับต้นกล้าลองกองและวัสดุที่ใช้ ได้แก่ การให้ร่มเงาต้นกล้าลองกองในเรือนเพาะชำ หรือหลังจากย้ายปลูกลงแปลงใหม่ การสร้างร่มเงาชั่วคราวนี้อาจใช้ทางมะพร้าวแห้ง ทางปาล์มน้ำมัน ใบหญ้า หรือวัสดุอื่น ๆ โดยปักเสาหลักสี่มุมให้ห่างจากต้นลองกองด้านละ 1 เมตร แล้วใช้ไม้ยาว 1 เมตร ผูกด้านบนให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสให้สูงจากพื้นดินประมาณ 1.5 เมตร แล้วจึงเอาทางมะพร้าวแห้งคลุมบน หรืออาจใช้ทางมะพร้าวแห้งตัดให้ยาวประมาณ 1.5 เมตร ปักให้รอบต้นลองกองที่ปลูกใหม่ ให้ระยะห่างจากโคนต้นรัศมี 1 เมตร แล้วรวบปลายทางมะพร้าวเข้าด้วยกันแล้วผูกให้แน่น ซึ่งร่มเงาชั่วคราวดังกล่าวนี้หากไม่ถูกรบกวนจะสามารถอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี
2. ร่มเงากึ่งถาวร ใช้เป็นร่มเงาให้กับต้นลองกองตั้งแต่เมื่อย้ายต้นกล้าลงปลูกในแปลงถึงปลูกไปแล้ว 2-3 ปีเป็นอย่างน้อย โดยปลูกไว้ระหว่างแถวของลองกอง พืชที่ใช้ปลูกเป็นร่มเงากึ่งถาวรนั้นควรคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับด้วย จึงไม่ค่อยจำกัดในการเลือกชนิดพืชมากนัก โดยให้คำนึงถึงผลพลอยได้หรือรายได้เสริมจากพืชร่มเงาเป็นหลัก แต่ทั้งนี้จะต้องไม่รบกวนแย่งอาหารและแสงจากลองกอง พืชที่นิยมปลูกเป็นไม้ร่มเงากึ่งถาวร ได้แก่ กล้วย ยอป่า ทองหลวง กาแฟ แคฝรั่ง ขี้เหล็กฝรั่ง เป็นต้น แต่ที่นิยมกันมากคือกล้วยชนิดต่าง ๆ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอมเขียว กล้วยไข่ กล้วยนางพญา กล้วยยูลาบือราเฮง กล้วยหิน และกล้วยหอมทอง แต่จะต้องควบคุมการแตกกอของต้นกล้วยด้วย ควรไว้กอละ 2-3 ต้น และคอยตัดแต่งใบกล้วยต้นกล้วยนำมาคลุมบริเวณโคนต้นลองกองจะเป็นวิธีการเก็บความชื้นในดินที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ข้อดีของพืชร่มเงาชนิดนี้คือ เจริญเติบโตให้ร่มเงาได้เร็ว และสามารถตัดแต่งกิ่งเพื่อจัดร่มเงาให้กับลองกองได้ง่าย
3. ร่มเงาถาวร เป็นการจัดระบบการปลูกลองกองแซมหรือร่วมกับพืชอื่น โดยมีการวางแผนระยะยาว มีการวักระยะปลูก การตัดแต่งกิ่ง ตลอดจนคำนึงถึงการแก่งแย่งอาหารระหว่างรากพืชทั้งสองชนิด ซึ่งควรพิจารณาเลือกพืชที่จำหน่ายผลผลิตได้ มีลำต้นทรงสูงและให้แสงแดดผ่านร้อยละ 75 ของแสงแดดทั้งหมด ไม้ผลที่สามารถปลูกในสวนลองกองได้เป็นอย่างดี ได้แก่ สะตอ มังคุด มะพร้าว ทุเรียน หมาก ลูกเหรียง ลูกเนียง ส้มแขก เป็นต้น โดยปลูกพืชร่มเงาไว้ที่จุดตัดของเส้นทแยงมุมของต้นลองกอง 4 ต้น หรือเข้าแถวในแถวลองกอง นอกจากนี้ยังมีไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่สามารถปลูกเป็นร่มเงาให้กับต้นลองกองได้คือ ยางพารา แต่ทั้งนี้จะต้องจัดระยะปลูกให้เหมาะสม ไม่ให้กระทบกระเทือนต่อระบบการกรีดและการระบาดของโรคเส้นดำที่หน้ากรีดด้วย
การเลือกและการเตรียมพื้นที่
พื้นที่ปลูกลองกองควรเป็นพื้นที่ราบ น้ำไม่ท้วมขัง ถ้าเป็นที่ลาดชันควรทำเป็นขั้นบันไดเพื่อป้องกันการชะล้าง และควรมีความสูงไม่เกิน 600 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ดินควรเป็นดินร่วนปนทราย ดินระบายน้ำได้ดี มีปริมาณฝนตกสม่ำเสมอ แต่ในสภาพปัจจุบันเราจะหาพื้นที่ปลูกลองกองให้เหมาะสมกับความต้องการของลองกองนั้นค่อนข้างยาก ในการเลือกพื้นที่นั้นหากดินไม่เลวจนเกินไปก็สามารถปรับปรุงได้ แต่จะต้องลงทุนสูงขึ้น ที่สำคัญจะต้องมีแหล่งน้ำให้กับลองกองเพราะลองกองขาดน้ำไม่ได้
สำหรับการเตรียมพื้นที่ปลูกลองกองนั้นถ้าเป็นพื้นที่ที่ปลูกพืชอื่นอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเตรียมพื้นที่มากนัก เพียงแต่ปรับปรุงหน้าดินโดยการไถพรวนแล้วใส่ปุ๋ยคอกเก่า ๆ หรือปุ๋ยหมักตามความเหมาะสม แต่ถ้าพื้นที่ที่เปิดใหม่ หรือสวนเก่าจะต้องทำการถางให้โล่งเตียนเสียก่อน แล้วจึงทำการไถพรวนสัก 2 ครั้ง ก็สามารถปลูกลองกองได้
ระยะปลูก
ระยะปลูกลองกองจะไม่มีความแน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ต้นพันธุ์ที่นำมาปลูกขยายพันธุ์ด้วยวิธีใด ปลูกพืชแซมและพืชร่มเงาหรือไม่ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน (ดินเลวปลูกถี่ ดินดีปลูกห่าง) ราคาที่ดิน ตลอดจนการดูแลรักษาหลังการปลูก และวัตถุประสงค์ในการปลูก (ปลูกเป็นการค้าหรือปลูกแบบสวนหลังบ้าน) ถ้าปลูกลองกองแซมไม้ผลชนิดอื่นระยะปลูกของลองกองจะขึ้นอยู่กับระยะปลูกของไม้ผลประธาน ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ดซึ่งมีทรงพุ่มของลำต้นที่สูงใหญ่ และระบบรากแผ่ขยายออกกว้าง ควรใช้ระยะปลูก 8X8-10X10 เมตร ส่วนต้นพืชที่ได้จากการทาบกิ่งและเสียบยอดมีทรงพุ่มเตี้ยระยะปลูกจึงไม่จำเป็นต้องห่วงกันมากนัก ควรใช้ระยะปลูก 6X6-8X8 เมตร ซึ่งเนื้อที่ 1 ไร่ สามารถปลูกลองกองได้ 25-45 ต้น
อย่างไรก็ตามเนื่องจากลองกองแทงช่อดอกบริเวณลำต้นและกิ่งใหญ่ไม่ได้แทงช่อดอกบริเวณปลายยอดเหมือนไม้ผลบางชนิด ดังนั้นระยะปลูกอาจปลูกถี่ได้ แต่จะต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดแต่งกิ่ง ลองกองก็สามารถให้ผลผลิตสูงได้เช่นกัน
หลุมปลูก
การเตรียมหลุมปลูกลองกองควรทำในช่วงหน้าแล้งเนื่องจากพื้นที่ในแต่ละแห่งนั้นมีสภาพดินที่แตกต่างกัน ดังนั้นสภาพของดินในแต่ละแห่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งในการเตรียมหลุมปลูก สำหรับการเตรียมหลุมปลูกลองกองสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งจะแตกต่างกันตามสภาพของดินดังนี้
1. ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ในสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงมีการะบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุและธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชสูงนั้นการเตรียมหลุมปลูกอาจไม่จำเป็นก็ได้ โดยทำการถางดินรอบ ๆ ยกเป็นโคกขึ้นเพื่อป้องกันน้ำขังโคนต้นในฤดูฝน แล้วทำการปลูกลองกองได้
2. ดินที่มีความสมบูรณ์ปานกลาง การปลูกลองกองในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางนี้จะต้องมีการเตรียมหลุมปลูกพอสมควร เพื่อให้ต้นลองกองตั้งตัวได้เร็วในระยะแรก โดยขุดหลุมขนาดกว้างยาวและลึกด้านละ 1 เมตร การขุดให้ขุดแยกดินชั้นบนไว้อีกกองหนึ่งตากดินไว้ 2 วัน การขุดให้ขุดแยกดินชั้นบนไว้กองหนึ่งและดินชั้นล่างไว้อีกกองหนึ่งประมาณ 1 บุ้งกี๋ ปุ๋ยร๊อคฟอสเฟตหลุมละประมาณ 1-2 กระป๋องนม จะช่วยให้ระบบรากเจริญเติบโตและแข็งแรงดี ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักผสมคลุกเคล้ากับดินชั้นบนและชั้นล่างให้เข้ากันแล้วเกลี่ยดินชั้นบนลงในหลุมก่อน ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อให้โครงสร้างของดินอยู่ตัวดี แล้วจึงนำต้นพันธุ์ลงปลูกได้ส่วนดินชั้นล่างเอาไว้ใส่หลังจากวางต้นกล้าลงในหลุมแล้ว
3. ดินที่มีความสมบูรณ์ต่ำ เป็นสภาพที่ดินมีอินทรีย์วัตถุต่ำ ดินแข็งหรือเหนียวจัด การระบายน้ำไม่ดี จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมหลุมปลูก เนื่องจากการเตรียมหลุมปลูกที่ดีจะทำให้รากลองกองไม่ขยายออกไปบริเวณโดยรอบแต่รากจะขดอยู่ในหลุมเพราะมีความอุดมสมบูรณ์กว่า การเตรียมหลุมปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำนี้ใช้ลักษณะเดียวกับการปลูกสร้างสวนป่าคือ ขุดหลุมให้มีขนาดเท่ากับหรือใหญ่กว่าถุงที่ใส่ต้นกล้าเล็กน้อย แต่ต้องให้ลึกกว่าความสูงของถุงประมาณ 25 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยฟอสเฟตและปุ๋ยสูตร 15-15-15 แต่หลังจากต้นกล้าตั้งตัวได้แล้วเมื่อเวลาให้ปุ๋ยควรให้โดยขุดร่องลึก 5-8 เซนติเมตรโดยรอบต้น วงรอบของร่องจะขยายตามชายทรงพุ่มเพื่อให้รากพยายามเจริญเติบโตเข้าไปหาปุ๋ย
การเตรียมต้นพันธุ์
ต้นพันธุ์นั้นอาจได้มาจากการซื้อตามแหล่งขยายพันธุ์พืชจำหน่ายต่าง ๆ หรือโดยการขยายพันธุ์เตรียมต้นพันธุ์ขึ้นมาเองก็ได้ แต่ต้นลองกองที่สามารถนำมาปลูกลงแปลงได้โดยทั่วไปควรมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ต้นกล้าทุกต้นที่นำมาปลูกควรมีใบแก่ทั้งต้น ไม่ควรนำต้นกล้าที่กำลังแตกยอดหรือมีใบอ่อนไปปลูก เพราะต้นกล้ายังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในแปลงปลูกได้ ทำให้ใบอ่อนเหี่ยวละการเจริญเติบโตหยุดชะงักได้ ก่อนการย้ายลงปลูกควรทำให้ต้นกล้าแกร่งเสียก่อน โดยการค่อย ๆ งดน้ำและปุ๋ยลงและค่อย ๆ เพิ่มแสงให้มากขึ้น ซึ่งเป็นการเตรียมต้นกล้าให้แข็งแรงพร้อมที่จะรับสภาพแวดล้อมใหม่ในแปลงปลูกต่อไป
วิธีปลูก
หลังจากเตรียมหลุมปลูกและต้นพันธุ์พร้อมแล้วขั้นตอนต่อไปเป็นการปลูก ฤดูที่เหมาะสมในการปลูกลองกองคือช่วงต้นฤดูฝนสำหรับพื้นที่ที่น้ำไม้ท่วม ส่วนพื้นที่น้ำท่วมควรปลูกหลังจากน้ำลดหรือปลายฤดูฝน การปลูกในช่วงดังกล่าวไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวันเพราะมีฝนตก วิธีการปลูกโดยนำต้นกล้าลองกองที่เตรียมไว้มาวางเรียงที่บริเวณปากหลุมจนครบทุกหลุม จากนั้นจึงยกต้นกล้าลองกองวางในหลุมให้ระดับดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย แล้วใช้มีดกรีดถุงพลาสติกจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุง 2 ด้านแล้วดึงถุงพลาสติกออกอย่างระมัดระวัง อย่าให้ดินในถุงแตก จากนั้นจึงกลบดินที่เหลือลงในหลุมอย่าให้สูงถึงรอยทาบหรือรอยเสียบยอด แล้วกดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น เมื่อปลูกเสร็จแล้วควรปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดกับต้นพันธุ์เพื่อป้องกันลมโย คลุมโคนต้นด้วยเศษหญ้าแห้งหรือฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่มและทำร่มเงาพรางแสงให้ประมาณ 2-3 ปี จนกว่าต้นลองกองจะตั้งตัวได้
การให้น้ำลองกอง
ลองกองเป็นไม้ผลเขตร้อนชื้น ชอบสภาพอากาศแบบร้อนชื้น ชอบสภาพร่มรำไรและเจริญเติบโตได้ดีหากปลูกแซมกับพืชอื่น จากเหตุผลดังกล่าวแสดงว่าลองกองเป็นไม้ผลที่ชอบน้ำและความชุ่มชื้นค่อนข้างสูง แต่ไม่ชอบน้ำขัง จึงทำให้ลองกองเจริญเติบโตได้ดีในภาคใต้ของประเทศไทยซึ่งปริมาณน้ำฝนค่อนข้างสูง สังเกตได้ว่าสวนลองกองในภาคใต้ส่วนใหญ่จะใช้น้ำโดยอาศัยธรรมชาติ อาศัยน้ำฝน อาศัยน้ำซับผิวดิน เมื่อมีระบบน้ำผิวดินต้นลองกองก็เพียงแต่หยั่งรากลงไปดูดซับน้ำได้แล้ว โดยไม่ต้องมีระบบการให้น้ำยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายสูง เมื่อถึงฤดูแล้งน้ำในลำธารลดลงทำให้ผิวน้ำในสวนลองกองลดลงด้วย ก็กระตุ้นให้ลองกองติดดอกออกผลเป็นไปตามวงจรของธรรมชาติ
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันน้ำถือว่าเป็นปัจจัยการผลิตที่มีความสำคัญที่สุดในการทำสวนผลไม้ ลองกองที่ปลูกใหม่จะต้องการน้ำมาก จึงจำเป็นต้องรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอหากฝนไม่ตก ในขณะเดียวกันในฤดูฝนก็จะต้องเตรียมร่องระบายน้ำไว้ด้วย และเพื่อเป็นการประหยัดเวลาและ
ปริมาณน้ำควรหาฟางแห้ง กาบมะพร้าว หรือเศษหญ้าแห้งมาคลุมโคนต้น จะช่วยเก็บความชื้นได้เป็นอย่างดี ลองกองที่ปลูกใหม่หากขาดน้ำใบจะเหี่ยว อัตราการเจริญเติบโตต่ำ ใบเล็ก ลำต้นแคระแกร็น เมื่อเห็นว่าลองกองตั้งตัวได้แล้วอาจเว้นช่วงการให้น้ำให้ห่างออกไปได้ เมื่อลองกองอายุได้ 2-3 ปี ให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ส่วนระยะที่ลองกองต้องการน้ำมากที่สุดคือ ระยะตั้งแต่ออกดอกติดผลจนกระทั่งผลแก่ถึงสุก
สำหรับระยะที่ลองกองออกดอกจะมีการบังคับการออกดอกโดยการงดให้น้ำเป็นงวด ๆ คือ งดให้น้ำติดต่อกันประมาณ 9-15 วัน สลับกับให้น้ำปริมาณน้อย ๆ พอที่จะเลี้ยงต้นอยู่ได้ จนกระทั่งใบเริ่มเหี่ยวและใบเริ่มจะมีสีเหลืองหรือมีการทิ้งใบ ใบที่ทิ้งลงมาบริเวณโคนต้นควรกวาดออกแล้วจึงให้น้ำในปริมาณมาก ซึ่งจะทำให้ลองกองแตกยอดอ่อนพร้อมแทงช่อดอก หลังจากนั้นต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอถ้าฝนทิ้งช่วง เพราะหากลองกองขาดน้ำในช่วงติดดอกออกผลนี้จะทำให้ดอกและผลร่วง แคระแกรน ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ หรือถ้าเป็นในระยะผลสุกหากเกิดฝนตกทิ้งช่วงและไม่มีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ถ้าหากเกิดฝนตกลงมามากจะทำให้ผลแตกและร่วงหล่นลงมาเป็นจำนวนมาก ส่วนผลลองกองที่ไม่ขาดน้ำผลจะโต การติดผลสม่ำเสมอตลอดช่อ จำนวนผลในแต่ละช่อจะพร้อมกันหรือไล่เลี่ยกัน เมื่อผลแก่จัดควรงดการให้น้ำเพื่อให้ผลได้สะสมแป้งและน้ำตาลเพื่อเพิ่มความหวานของผล
การให้ลองกองโดยอาศัยแหล่งน้ำจากฝนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการต้องการน้ำของต้นลองกอง โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ ในปัจจุบันจึงได้มีการนำระบบการให้น้ำแบบถาวรมาใช้ในสวนลองกองมากขึ้น ระบบการให้น้ำแบบถาวรนี้มีหลายระบบด้วยกัน จะเลือกใช้ระบบใดให้เหมาะสมนั้นควรได้พิจารณาถึงความต้องการน้ำของพืช คุณสมบัติในการอุ้มน้ำของดิน ระบบให้น้ำและระยะเวลาการให้น้ำเพื่อใช้น้ำให้ได้ประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี ระบบการให้น้ำที่ใช้ในสวนลองกองมีดังนี้
1. ระบบน้ำหยด เป็นระบบการให้น้ำที่ประหยัดน้ำมากที่สุด แต่การลงทุนค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ขาดแคลนแหล่งน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง แต่การให้น้ำระบบน้ำหยดจะต้องให้น้ำทุกวัน ถ้าหยุดการให้น้ำวันใดวันต่อไประบบการให้น้ำอาจอุดตันเพราะฟองอากาศหรืออาจมีหินปูนเกาะทำให้หัวน้ำหยดตัน ทำให้ต้องถอดหัวน้ำหยดมาไล่ลมและล้างหินปูนใหม่ นอกจากนี้ในแหล่งที่มีฝนตกชุกเม็ดดินอาจกระเด็นมาอุดตันหัวน้ำหยด วัชพืชอาจงอกงามขึ้นปกคลุมหัวน้ำหยดทำให้ยุ่งยากในการดูแลรักษา และที่สำคัญที่สุดคือจะต้องคำนวณ
ปริมาณความต้องการน้ำของพืชแต่ละต้นให้เพียงพอแต่ความต้องการ ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มหัวน้ำหยดหลายหัวต่อกัน การให้น้ำระบบน้ำหยดจะต้องมีถังกรองน้ำหรือเครื่องกรองน้ำสำเร็จรูปไว้กรองน้ำให้สะอาด ปราศจากมูลฝอยและฝุ่นละอองต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้รูน้ำหยดอุดตันได้ ก่อนส่งน้ำไปในท่อประธานอาจจะมีแท็งก์สูงเพื่อเพิ่มความดันน้ำหรือเครื่องสูบน้ำดันน้ำเข้าท่อประธานก็ได้ เพื่อให้ส่งน้ำไปได้ไกล ต่อท่อประธานจากแท็งก์เข้าสวน ต่อท่อรองประธานและท่อแยกย่อยเข้าสู่โคนต้นลองกอง ติดหัวน้ำหยดบริเวณโคนต้น
อุปกรณ์ที่ใช้คือท่อประธานและท่อรองประธานอาจใช้ท่อพีวีซี ซึ่งมีขายทั่วไป ส่วนท่อแขนงเข้าต้นให้ใช้ท่อ พีเอ็ม ม้วนละ 100-200 เมตร นอกจากนี้อาจมีท่อฝอยเพื่อติดหัวน้ำหยด การให้น้ำวิธีนี้อาจปรับใส่ปุ๋ยลงไปในน้ำ เป็นการใส่ปุ๋ยพร้อมกับการรดน้ำไปในครั้งเดียวกันได้ด้วย แต่ต้องระวังเรื่องการอุดตันของหัวน้ำหยดด้วย
2. ระบบน้ำพุ การให้น้ำระบบนี้ได้พัฒนามาจากระบบน้ำหยด เป็นวิธีง่าย ๆ โดยวางท่อประธานซึ่งเป็นท่อแอสล่อนที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 นิ้วผ่านเข้าไปในสวน แล้วต่อท่อแยกขนาด 4-6 หุนเชื่อมผ่านเข้าไปตามแนวต้นลองกอง ใช้สว่านเจาะรูท่อที่ต่อแยกเข้าสู่โคนต้นลองกอง 2-3 รู ให้อยู่ในรัศมีทรงพุ่ม การติดตั้งวาล์วปิดเปิดน้ำจะต้องคำนึงถึงแรงดันของน้ำด้วยซึ่งอาจจะต้องสูบน้ำขึ้นแท็งก์ก่อนหรืออาจใช้กำลังจากเครื่องสูบน้ำโดยตรงก็ได้ หากกำลังในการดันของน้ำน้อยควรเปิดวาล์วให้น้ำพุ่งทีละแถว แต่ถ้ากำลังดันของน้ำสูงอาจเปิดวาล์วเพื่อให้น้ำทีละ 2-3 แถวก็ได้ และถ้าหากน้ำที่พุ่งขึ้นมาจากรูนั้นพุ่งเลยรัศมีทรงพุ่มก็ให้ใช้ไม้หรือก้อนหินทับเกลียวน้ำที่พุ่งขึ้น เพื่อเบนทิศทางให้อยู่ในรัศมีทรงพุ่มก็ได้ ข้อดีของระบบน้ำพุก็คือเป็นระบบที่ทำได้ง่าย เจ้าของสวนสามารถทำได้เองไม่ยุ่งยาก ไม่มีปัญหาเรื่องของการอุดตัน ไม่ต้องผ่านระบบกรองน้ำและต้นทุนน้อย
3. ระบบแรงโน้มถ่วง เป็นระบบที่ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมของทำเลที่ตั้งที่อำนวย คือ จะต้องอาศัยความลาดชันของพื้นที่และจะต้องอาศัยแหล่งน้ำซับที่ไหลออกมาจากเชิงภูเขา มีอ่างเก็บน้ำธรรมชาติเล็ก ๆ ตามซอกเขา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หาค่อนข้างยาก วิธีการทำโดยอาจทำเป็นเขื่อนกับดิน ท่อนไม้หรือเขื่อนซีเมนต์ ขวางทางน้ำเอาไว้เพื่อกระดับน้ำให้สูงขึ้นเช่นเดียวกับฝายน้ำล้น จากนั้นถ่ายน้ำจากบ่อพักลงในบ่อรอง แล้วต่อท่อประธานจากบ่อรองเข้าไปยังสวนลองกอง แล้วต่อท่อแยกเข้าสู่โคนต้น ท่อที่ต่อลงไปจากบ่อรองเข้าสวนนั้นอาจลดขนาดลงเรื่อย ๆ เพื่อเพิ่มแรงดันของน้ำ เมื่อต่อท่อแยกเข้าสู่โคนต้นลองกองแล้วจะบังคับเกลียวน้ำเพื่อรดต้นลองกองในลักษณะใดก็ได้ อาจทำเป็นพุ่มหรือน้ำหยดหรืออาจใช้สปริงเกอร์ หรือวางท่อขนาดเล็กรอบโคนต้นใต้รัศมีทรงพุ่ม แล้วเจาะรูให้น้ำพุเข้าหาโคนต้นหรือออกจากโคนต้น ทั้งนี้แล้วแต่ลักษณะของรูที่เจาะบนท่อที่วางรอบโคนต้น ในการนำน้ำจากอ่างเก็บน้ำลงมายังสวนที่ต่างระดับนี้ บางแห่งอาจมีความลาดชันสูง พื้นที่ไม่เรียบ การใช้ท่อยางก็จะมีความสะดวกมากและใช้ได้ผลดีอีกด้วย
ข้อดีของการให้น้ำระบบแรงโน้มถ่วง คือจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากเพราะไม่ต้องใช้เครื่องดัน ไม่ต้องสร้างแท็งก์น้ำเนื่องจากแรงดันของน้ำขึ้นอยู่กับความลาดชันของพื้นที่ หากพื้นที่มีความลาดชันสูงทำให้ประหยัดท่อเพราะไม่ต้องใช้ท่อขนาดเดียวกัน ท่อขนาดเล็กราคาย่อมถูกกว่าท่อขนาดใหญ่ สามารถรดน้ำได้ทีละหลาย ๆ แถวเพราแรงดันน้ำสูงทำให้ประหยัดเวลา
4. ระบบน้ำดัน เป็นระบบที่ได้รับความนิยมจากชาวสวนลองกองมาก ระบบนี้จะต้องมีแหล่งน้ำที่มีขนาดเพียงพอในการสูบมาใช้ในพื้นที่สวน และต้องมีเครื่องสูบน้ำที่มีแรงดันสูง สามารถส่งน้ำไปได้ไกล ๆ วางท่อประธานจากเครื่องสูบน้ำเข้าไปในสวนแล้วต่อท่อแยกเข้าสู่โคนต้นลองกองโดยลดขนาดท่อลงเพื่อเพิ่มแรงดันของน้ำ เมื่อต่อท่อถึงโคนต้นแล้วอาจใช้หัวน้ำดันหรือสปริงเกอร์เพื่อให้สามารถแผ่กระจายเข้าสู่บริเวณทรงพุ่ม หากหัวน้ำดันอุดตันก็สามารถถอดออกมาทำความสะอาดไดโดยง่าย สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางการสเปรย์ของน้ำได้ ในกรณีบางต้นที่ไม่ต้องการให้น้ำก็เพียงแต่ถอดหัวน้ำดันออกแล้วสอดแผ่นพลาสติกเข้าไป เพื่อปิดรูน้ำดันแล้วสวมกลับไว้ตามเดิม การให้น้ำด้วยวิธีนี้จะสามารถให้น้ำต้นลองกองจำนวน 200 ต้นโดยจะใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง ก็จะเพียงพอแก่ความต้องการ ข้อดีของระบบน้ำดันก็คือ ประหยัดเวลา แต่ค่าใช้จ่ายในการลงทุนระยะแรกอาจจะสูงบ้าง สามารถควบคุมการให้น้ำได้ตามต้องการ หากเกิดการอุดตันสามารถแก้ไขได้ง่าย และสามารถปรับทิศทางการสเปร์ยน้ำได้ตามต้องการ
ประโยชน์ระบบการให้น้ำแบบถาวร การนำระบบการให้น้ำแบบถาวรมาใช้กับสวนลองกองนั้นมีประโยชน์มากมาย ซึ่งแยกเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้
1. สามารถให้น้ำได้ตามความต้องการ ทำให้ลองกองเจริญเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอโดยไม่ต้องพึ่งน้ำฝนตามธรรมชาติ
2. ประหยัด เป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียวสามารถใช้ประโยชน์ได้นานและทำให้ชาวสวนลองกองกล้าลงทุนบำรุงรักษาสวนเป็นอย่างดี เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการดูดซึมปุ๋ยเข้าสู่ลำต้น เพราะถึงแม้ว่าจะมีการใส่ปุ๋ยแต่ถ้าไม่มีน้ำเป็นตัวละลายปุ๋ยที่ใส่ลงไปต้นลองกองก็ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
3. แก้ปัญหาการออกดอกปีเว้นปีได้อย่างเด็ดขาด เพราะสามารถเร่งให้ลองกองเจริญเติบโต และเก็บสะสมอาหารไว้ในลำต้น เพื่อเตรียมไว้ในการติดดอกออกผลในฤดูที่จะมาถึงได้อย่างเพียงพอ
4. สามารถบังคับให้ลองกองออกดอกได้หลายรุ่น โดยวางแผนการให้น้ำตามความต้องการ และใช้เทคนิคการให้น้ำเพื่อบังคับให้ลองกองออกดอกออกผลก่อนหรือหลังฤดูกาลปกติเล็กน้อยได้ ทำให้มีลองกองทยอยออกสู่ตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ และสามารถจำหน่ายได้ราคาแพงอีกด้วย
5. แก้ปัญหาผลแตกและผลร่วง การมีระบบการให้น้ำที่ดีสามารถแก้ปัญหาผลแตกเนื่องจากฝนทิ้งช่วงในระยะที่ผลลองกองเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองได้ โดยให้น้ำสม่ำเสมอในระยะฝนทิ้งช่วง ทั้งนี้เพื่อให้ผลลองกองเจริญเติบโตอย่างปกติ เมื่อฝนตกลงมาอย่างหนักก็จะไม่มีปัญหาผลแตกและผลร่วงแต่อย่างใด
การใส่ปุ๋ยลองกอง
ปุ๋ยเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลองกอง เพราะสภาพดินในปัจจุบันความอุดม
สมบูรณ์ได้ลดลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ปลูกลองกองส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ซึ่งมีสภาพฝนตกชุก ทำให้ดินในที่ดอนมีการชะล้างสูงจึงส่งผลให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ ดินในภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นดินที่มีคุณสมบัติทางกายภาพที่เหมาะสมต่อการปลูกพืชคือ เป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย มีการะบายน้ำดี แต่เนื่องจากอิทธิพลของภูมิอากาศและสภาพพื้นที่จึงทำให้ดินมีการชะล้างสูง ดังนั้นการใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินที่ปลูกลองกองจึงเป็นสิ่งจำเป็น
การใส่ปุ๋ยลองกองก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการใส่ปุ๋ยไม้ผลชนิดอื่น ๆ แต่การตอบสนองต่อการใสปุ๋ยของลองกองจะมองเห็นได้ค่อนข้างยาก เพราะเมื่อใส่ปุ๋ยลงไปแล้วลองกองจะไม่ค่อยแตกยอดอ่อน (ลองกองที่ให้ผลแล้ว) การตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยของลองกองนั้นจะแสดงออกทางลักษณะทรงต้น ใบ และกิ่งก้านที่สมบูรณ์มากกว่า เช่น ลักษณะใบที่สมบูรณ์จะมีสีเขียวเข้มเป็นมันคลื่นบนตัวใบจะนูนเด่น ใบค่อนข้างหนาขึ้น เป็นต้น ในการใส่ปุ๋ยให้ลองกองนั้นแบ่งออกเป็น 2 ระยะของการเจริญเติบโตคือ ลองกองที่ยังไม่ให้ผลผลิตและลองกองที่ให้ผลผลิตแล้ว
การใส่ปุ๋ยลองกองที่ยังไม่ให้ผลผลิต ระยะที่ลองกองยังไม่ให้ผลผลิตจะต้องปฏิบัติดูแลรักษาให้ลองกองเจริญเติบโตและมีความสมบูรณ์เต็มที่ เพื่อเตรียมต้นให้พร้อมที่จะให้ผลผลิตในอนาคต สำหรับการตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยของลองกองในระยะนี้จะเห็นผลชัดเจน คือจะมีการแตกยอดอ่อน แตกกิ่งก้าน เกิดทรงพุ่ม มีการตอบสนองทุกครั้งที่มีการใส่ปุ๋ย ยกเว้นกรณีที่ตายอดมีการตายนึ่ง ซึ่งจะต้องตัดทิ้งแล้วตายอดใหม่ การใส่ปุ๋ยที่ดีนั้นจะต้องมีการใส่แบบผสมผสานกันระหว่างปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก สำหรับปุ๋ยหมักนั้นอาจใช้ปุ๋ยหมักสำเร็จรูปหรือในรูปของเศษหญ้าวัสดุคลุมดิน ซึ่งมีประโยชน์ในการสงวนความชื้นบริเวณโคนต้นและความชื้นระดับผิวดิน ทำให้เกิดรากฝอยจำนวนมาก สามารถดูดธาตุอาหารได้มาก ส่งผลให้การเจริญเติบโตของลองกองเป็นไปอย่างรวดเร็ว เมื่อวัสดุคลุมดินย่อยสลายแล้วจะเป็นปุ๋ยหมักเช่นกัน เมื่อวัสดุคลุมดินเก่าย่อยสลายแล้วก็จะต้องหาวัสดุคลุมดินมาคลุมโคนต้นใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยใช้วัชพืชในสวนเป็นหลัก หรือใช้ใบกล้วยต้นกล้วยสับคลุมโคน หรือใช้ใบของลองกองที่ได้จากการตัดแต่งกิ่งมาคลุมโคนก็ได้ ส่วนการใช้วัสดุคลุมดินจากที่อื่นก็สามารถทำได้เช่นกันแต่ต้องใช้แรงงานและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ที่นิยมนำมาใช้ได้แก่ เปลือกมะพร้าว ใบมะพร้าว ฟางข้าว เปลือกถั่ว เป็นต้น สำหรับการใส่ปุ๋ยลองกองที่ยังไม่ให้ผลผลิตนี้ให้ยึดถือหลักที่ว่าใส่น้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง โดยมีขั้นตอนการใส่ดังนี้
1. ในระยะ 3 เดือนแรกหลังจากปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้น ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ลองกองเจริญเติบโต และปุ๋ยคอกยังทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น ประกอบกับปุ๋ยคอกเป็นปุ๋ยที่หาได้ง่ายและไม่เป็นอันตราต่อลองกอง แม้ว่าจะใส่มากเกินไป แต่กลับจะเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุลงไปในดิน วิธีการใส่ปุ๋ยโดยโรยให้กระจายรอบ ๆ โคนต้นภายในรัศมีทรงพุ่ม แล้วพรวนดินกลบตื้น ๆ สำหรับปุ๋ยเคมีนั้นให้ธาตุไนโตรเจนมีความจำเป็นสำหรับการพัฒนาการเจริญเติบโตของต้นอ่อนของลองกอง จึงควรเพิ่มธาตุไนโตรเจน (แอมโมเนียซัลเฟต) ลงในดินหลังจากปลูกประมาณ 1-2 เดือน ใส่ต้นละประมาณ 100-150 กรัม หรือใส่ปุ๋ยยูเรีย
(46-0-0) ละลายน้ำในอัตราส่วน 1 ช้อนต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบในช่วงตอนเช้าประมาณ 15 วันต่อครั้ง
2. การใส่ปุ๋ยครั้งที่สอง โดยใส่หลังจากใส่ครั้งแรกประมาณ 2-3 เดือน เพื่อต้องการให้ยอดอ่อนหรือกิ่งอ่อนมีทรงต้นที่แข็งแรงเสียก่อน ก่อนใส่ปุ๋ยครั้งนี้จะต้องมีการดายหญ้าพรวนดินบริเวณรอบโคนต้นเสียก่อน ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีพร้อมกัน โดยใส่ปุ๋ยคอกต้นละ 5-10 กิโลกรัม ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปริมาณ 200 กรัมต่อต้น หว่านปุ๋ยบริเวณรอบโคนต้นแล้วใช้สอบสับคลุกเคล้ากับดิน หลังจากการใส่ปุ๋ยจะต้องคลุมโคนไว้เสมอ และที่สำคัญในระยะนี้ไม่ควรให้มีวัชพืชขึ้นบริเวณโคนต้น ยกเว้นในฤดูแล้งจัดและไม่มีน้ำรด จำเป็นต้องปล่อยให้หญ้าขึ้นบริเวณโคนต้นได้เพื่อเก็บความชื้นหรือในฤดูฝนที่ต้องการให้วัชพืชคลุมโคนต้นเพื่อลดแรงกระแทกของเม็ดฝนและป้องกันการชะล้างของหน้าดิน การปล่อยให้วัชพืชขึ้นหนาแล้วใช้สารเคมีกำจัด วัชพืชเหล่านี้จะกลายเป็นวัสดุคลุมโคนคลุมดินได้เป็นอย่างดี วิธีกำจัดวัชพืชในสวนลองกองมีหลายวิธีเช่น การไถพรวน การตัด การใช้สารเคมี เป็นต้น
3. การใส่ปุ๋ยครั้งที่สาม ควรกระทำหลังจากการใส่ปุ๋ยครั้งที่สองประมาณ 2-3 เดือน หรือเมื่อต้นลองกองอายุได้ประมาณ 8-9 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือสูตรใกล้เคียง ในอัตราต้นละ 200-300 กรัม หากมีปุ๋ยคอกควรใส่ปุ๋ยคอกด้วย โดยใส่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ใส่ในอัตราส่วนต้นละ 5-10 กิโลกรัม การใส่ปุ๋ยลองกองควรใส่ในปริมาณที่พอเหมาะ หากใส่ปุ๋ยมากเกินไปจะทำให้ลองกองแตกใบมาก ใบใหญ่ กิ่งก้านไม่แข็งแรง อาจทำให้ฉีกขาดและต้องตัดใบทิ้ง นอกจากนี้การใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งให้ต้นลองกองโตเร็วเกินไปยังจะทำให้การเจริญของต้นไม่สมดุลกับราก ต้นอาจจะล้มเอนและเป็นโรคง่าย ดังนั้นการใส่ปุ๋ยทุกครั้งจะต้องสังเกตว่าใบและกิ่งเดิมแข็งแกร่งดีเสียก่อน ในขณะเดียวกันก่อนการใส่ปุ๋ยครั้งที่สามเจ้าของสวนจะต้องตัดแต่งกิ่งเพื่อสร้างลำต้นสำหรับต้นเสียบยอด และตัดลำต้นเพื่อสร้างกิ่งสำหรับต้นเพาะเมล็ด จะทำให้ลองกองมีลำต้นและทรงพุ่มตามที่ต้องการ
4. การใส่ปุ๋ยครั้งที่สี่ ระยะเวลาการใส่ปุ๋ยครั้งนี้ห่างจากครั้งที่สามประมาณ 2-3 เดือนเช่นกัน การใส่ครั้งนี้จะเน้นปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่นสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ใส่ในอัตรา
200-300 กรัมต่อต้น เพราะระยะนี้ลองกองจะเริ่มเกิดกิ่งและเริ่มมีทรงพุ่ม จะต้องใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงทุกส่วนของต้น ต้องการให้ลำต้นแข็งแรง ทรงพุ่มสวย และกระตุ้นให้เกิดกิ่งยาวใหญ่ สำหรับวิธีการใส่ปุ๋ยเคมีโดยกำจัดวัชพืชบริเวณรอบ ๆ ลำต้นหรือบริเวณทรงพุ่ม ต้นที่ยังเล็กให้ใส่ปุ๋ยที่รัศมีห่างจากต้นประมาณ 30-50 เซนติเมตร ส่วนต้นลองกองที่โตแล้วให้หว่านปุ๋ยบนผิวดินจากชายทรงพุ่มเข้ามาหาต้นประมาณ 2 ใน 3 ของรัศมีทรงพุ่ม เพราะรากส่วนใหญ่กระจายอยู่บริเวณที่ห่างจากโคนต้นประมาณ 1-3 เมตร ดังนั้นจึงควรหว่านปุ๋ยในบริเวณนี้ จากนั้นจึงพรวนดินกลบให้ลึกไม่เกิน 5 เซนติเมตร เพื่อให้ปุ๋ยอยู่ใต้ผิวดิน แต่ต้องไม่เป็นการทำลายรากของลองกอง แล้วรดน้ำตาม แต่หากไม่มีระบบการให้น้ำก็ควรใส่ปุ๋ยช่วงต้นฤดูฝนหรือปลายฤดูฝน
การใส่ปุ๋ยลองกองที่ยังไม่ให้ผลผลิตนี้ควรใส่ปีละ 4-6 ครั้ง ในการใส่ปุ๋ยลองกองระยะนี้จะต้องคำนึงถึงการสร้างทรงต้นและความแข็งแกร่งของต้นควบคู่กันไปด้วย เพราะหากลำต้นอวบเกินไปจะอ่อนแอมีโรคและแมลงรบกวนมาก โครงสร้างของลำต้นและทรงพุ่มไม่แข็งแรง และสิ่งสำคัญของการใส่ปุ๋ยลองกองที่ยังไม่ให้ผลผลิตจะต้องมีการพรวนดินทุกครั้ง โดยขยายวงออกจากทรงพุ่มแนวพุ่มใบ การใส่ปุ๋ยก็เช่นเดียวกันจะต้องใส่ในแนวพุ่มใบหรือห่างจากแนวพุ่มใบเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้รากยืดแผ่ออกไปเรื่อย ๆ จะทำให้การกระจายของรากดีขึ้น ส่งผลดีในระยะยาว การใส่ปุ๋ยทุกครั้งหรือครั้งเว้นครั้งควรมีการไถพรวนดินทั้งแปลง เพื่อปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้เพื่ออนาคตด้วย เพราะเมื่อต้นลองกองให้ผลผลิตแล้วจะมาทำการปรับปรุงดินทั้งแปลงโดยการไถพรวนไม่ได้อีกแล้ว การปรับปรุงดินควรมี การปลูกพืชหมุนเวียน พืชไร่ พืชผัก พืชตระกูลถั่ว หรือปลูกปุ๋ยพืชสด เพื่อการไถกลบ ไถพรวนเพื่อหว่านปุ๋ยคอก ปูนโดโลไมท์ นอกจากนี้การไถพรวนจะทำให้วัชพืชเจริญเติบโตได้ดี สามารถนำวัชพืชเหล่านี้มาใช้ในการปรับปรุงดินคลุมดินได้อีกด้วย
สำหรับการใส่ปุ๋ยลองกองที่ยังไม่ให้ผลผลิตในปีต่อ ๆ ไปก็ทำเช่นเดียวกับปีแรก แต่อาจลดจำนวนครั้งลงเพราะลองกองโตขึ้นเรื่อย ๆ และควรเพิ่มจำนวนปุ๋ยที่ใส่แต่ละครั้งให้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามจะต้องมีการสร้างทรงพุ่มที่ดีและแข็งแรงควบคู่กับไปด้วย โดยเฉพาะในอนาคตจำเป็นจะต้องสร้างทรงพุ่มให้เตี้ยลง เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษา เช่น การควบคุมโรคแมลง การตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งดอกและผล ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผล เป็นต้น
การใส่ปุ๋ยลองกองที่ให้ผลผลิตแล้ว ในการใส่ปุ๋ยลองกองที่ให้ผลผลิตแล้วนั้นมีจุดประสงค์เพื่อให้ลองกองออกดอกติดผลทุก ๆ ปีซึ่งเป็นวิธีการที่ได้ศึกษามาจากธรรมชาติของลองกอง แล้วนำมาปรับวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ลองกองออกดอกติดผลทุกปี ก่อนอื่นจะต้องทราบสภาพการผลิตลองกองก่อนเป็นอันดับแรก ตามปกติแล้วลองกองจะออกดอกในช่วงฤดูแล้ง หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วจะย่างเข้าฤดูฝน ลองกองจะพักตัว หากใส่ปุ๋ยลงไปในช่วงนี้จะเกิดการชะล้างของน้ำฝน ทำให้ต้นลองกองไม่ได้รับประโยชน์จากการใส่ปุ๋ย จึงไม่ควรใส่ในระยะนี้ เมื่อถึงช่วงปลายฤดูฝนคือ เดือนมกราคม กุมภาพันธ์ ซึ่งมีเวลาน้อย จะใส่ปุ๋ยอย่างไรเพื่อให้ลองกองดูดน้ำไปใช้ได้หมด ดังนั้นวิธีการใส่ปุ๋ยลองกองที่ให้ผลผลิตแล้วนี้จะต้องเป็นวิธีการที่แข่งกับเวลา มีมาตรการเด็ดขาด จำกัดจำนวนตามช่วงเวลาที่เอื้ออำนวยต้องไม่มีปุ๋ยเหลือตกค้างจำนวนมากคาบเกี่ยวไปช่วงอื่น ต้องไม่มีการสูญเสียการใช้ปุ๋ยและปุ๋ยที่ใช้จะต้องเป็นปุ๋ยที่ดี มีคุณภาพที่เชื่อถือได้ ควรเป็นปุ๋ยเชิงประกอบ คือธาตุอาหารปุ๋ยที่ผลิตโดยทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีของแร่ธาตุที่มีธาตุอาหารผสมอยู่ ทุกเม็ดมีธาตุอาหารหลักคือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม และมีธาตุอาหารรองอยู่ด้วย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน พร้อมทั้งธาตุอาหารเสริม เช่น โบรอน อยู่ในปุ๋ยเม็ดเดียวกันทั้งหมด
ปุ๋ยไนโตรเจน (N) ควรอยู่ในรูปของไนเตรทไนโตรเจนพืชจะสามารถดูดและนำไปใช้ได้เร็วกว่า ปุ๋ยฟอสฟอรัส (P) ควรเป็นฟอสฟอรัสที่ละลายน้ำได้ดี จะทำให้การแผ่กระจายของสารเคมีฟอสฟอรัสมีวงกว้างออกไปไกลกว่า ทำให้รากพืชดูดซับไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีการผลิตปุ๋ยฟอสฟอรัสที่ละลายน้ำได้สูง 85% จำหน่ายแล้ว ส่วนปุ๋ยโปแตสเซียม (K) เป็นปุ๋ยที่ช่วยสร้างแป้งและน้ำตาลในพืช ทำให้พืชมีคุณภาพดี ในการบำรุงต้นลองกองปุ๋ยโปแตสเซียมควรอยู่ในรูปโปแตสซียมซัลเฟต เพราะลองกองมีช่วงระยะเวลาที่จำกัดในการบำรุงรักษาในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต
ปุ๋ยที่ใช้นอกจากจะมีธาตุอาหารหลักซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลองกองแล้ว ควรมีธาตุอาหารรองที่สำคัญ ๆ ช่วยเสริมอีกด้วย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน พร้อมทั้งธาตุอาหารเสริม เช่น โบรอน เป็นต้น ช่วยในการแบ่งเซลล์ ช่วยเคลื่อนย้ายและการเก็บรักษา
คาร์โบไฮเดรท โปรตีน อาการขาดธาตุแคลเซียมในลองกองคือ ผลจะแตกและมีคุณภาพไม่ดี ใบหงิก เปลือกลำต้น เปลือกกิ่ง และเปลือกรากแตก ส่วนธาตุอาหารเสริมคือ โบรอน จะช่วยในการออกดอก มีบทบาทสำคัญในการติดผลและการเคลื่อนย้ายน้ำตาลมาสู่ผล การแบ่งเซลล์ การใช้ประโยชน์จากไนโตรเจน เพราะการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไปจะทำให้พืชขาดโบรอนได้ เพราะไนโตรเจนจะไปยับยั้งการแสดงออกของธาตุโบรอน ถ้าลองกองขาดธาตุโบรอนจะทำให้เซลล์เยื่อเจริญฉีกขาด และการเจริญเติบโตของเซลล์ท่อน้ำท่ออาหารไม่ปกติ ทำให้ลำต้น กิ่งก้านและรากแตก ในลองกองจะเห็นเด่นชัดในช่วงผลเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง ซึ่งช่วงนี้ผลจะเจริญเติบโตเร็วมาก ประมาณ 1 สัปดาห์ ผลลองกองจะโตขึ้นประมาณหนึ่งเท่าของผลสีเขียว ในระยะนี้
หากลองกองสะสมแคลเซียมและโบรอนไว้ไม่เพียงพอจะทำให้ผลลองกองแตกได้ง่ายมาก
เนื่องจากการใส่ปุ๋ยลองกองที่ให้ผลผลิตแล้ว เพื่อให้ออกดอกออกผลทุกปีตามความต้องการของผู้ปลูกนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งมีทั้งผลดีและผลเสียหากมีการใส่ปุ๋ยที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นผู้ปลูกจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดจึงจะประสบผลสำเร็จในการทำให้ลองกองออกดอกออกผลทุกปี โดยต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
1. หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จให้ใส่ปุ๋ยทันที เป็นการบำรุงต้นเนื่องจากการเจริญเติบโตของผลลองกองจะต้องใช้อาหารต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ในลำต้น กิ่งก้านและใบ ดังนั้นหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วต้นลองกองอาจโทรม การบำรุงต้นให้สมบูรณ์เพื่อเตรียมพร้อมที่จะให้ออกดอกและติดผลในปีต่อไปจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้นและใส่ปุ๋ยคอกที่สลายตัวดีแล้วจำนวน 20-30 กิโลกรัมต่อต้น ซึ่งปุ๋ยทั้งสองชนิดนี้ให้ต้นลองกองสามารถดูดซับให้หมดก่อนถึงฤดูฝน อย่าให้เหลือตกค้างอยู่ในดิน
2. หลังจากใส่ปุ๋ยไปแล้วให้กำจัดวัชพืชโดยวิธีการตัด ถาง หากวัชพืชขึ้นหนามากให้ใช้สารเคมีประเภทดูดซึมฉีดพ่น ส่วนซากวัชพืชที่ตายนั้นไม่ต้องเคลื่อนย้ายไปไหน ปล่อยไว้ให้คลุมดินและคลุมโคนต้นลองกอง
3. ทยอยตัดแต่งกิ่ง กิ่งที่ควรตัดออกไปได้แก่ กิ่งหักจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต กิ่งแห้ง กิ่งแห้ง กิ่งกระโดง กิ่งที่ถูกโรคและแมลงทำลาย กิ่งเล็ก ๆ ในทรงพุ่มและหากกิ่งเกิดใหม่แตกมาจากกิ่งแก่ให้ตัดออกด้วย เพราะกิ่งแก่เป็นตำแหน่งที่จะเกิดตายอด หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จแล้วจะต้องคอยสังเกตหากเกิดกิ่งใหม่ในทรงพุ่มก็ให้ตัดแต่งออกให้หมด ยกเว้นนอกทรงพุ่ม
4. ส่วนที่ประสบภาวะน้ำท่วมเนื่องจากอยู่ในที่ลุ่มควรขุดลอกคูคลองซอยในสวน ให้
สามารถระบายน้ำออกจากสวนโดยเร็วที่สุด นอกจากน้ำลดโดยธรรมชาติแล้ว ควรใช้เครื่องสูบน้ำออกจากสวนช่วยด้วย การที่น้ำแช่ขังโคนต้นหรือน้ำท่วมสวนเป็นเวลานานทำให้ต้นลองกองทรุดโทรม ส่งผลกระทบต่อการติดดอกออกผลของลองกอง
5. ช่วงปลายฤดูฝนประมาณเดือนมกราคม หว่านปูนโดโลไมท์ต้นละ 5-10 กิโลกรัม หรือปุ๋ยเคมีแคลเซียมไนเตรทสูตร 15-0-0 ในอัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้น และปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น ปุ๋ยที่ใส่ในช่วงเดือนนี้ต้องให้ปุ๋ยดูดซับไปหมดภายในเดือนมกราคม เป็นการให้ปุ๋ยเพิ่มเติม
6. ก่อนลองกองออกดอก 2 เดือน คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ให้ใส่ปุ๋ยเร่งการออกดอก ในดินทรายใช้ปุ๋ยสูตร 8-24 -24 ดินเหนียวใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตราตันละ 1-2 กิโลกรัม พร้อมกับการให้น้ำอย่างสม่ำเสมออย่าอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว และในช่วงนี้อาจฉีดพ่นธาตุอาหารเสริม ปุ๋ยทางในที่มีฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมค่อนข้างสูง และฮอร์โมน NAA เพื่อช่วยกระตุ้นและเร่งการออกดอกให้กับลองกอง
7. เดือนมีนาคมให้เตรียมความพร้อมก่อนออกดอก โดยกวาดวัสดุคลุมโคนต้นบริเวณรัศมีทรงพุ่มออกเพื่อเร่งความแห้งแล้ง งดการให้น้ำ 20-30 วัน ตามลักษณะของดิน ในช่วงนี้โดยธรรมชาติจะมีฝนตกลงมาเป็นครั้งคราวจะเป็นตัวกระตุ้นให้ลองกองแทงช่อดอก หากไม่มีฝนให้กระตุ้นด้วยการให้น้ำติดต่อกัน 3-5 วัน ในอัตราวันละ 200-300 ลิตรต่อต้น หากแทงช่อดอกก็เริ่มให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเรื่อย ๆ หากไม่แทงช่อดอกก็ต้องทรมานโดยการงดการให้น้ำต่อไปอีกเรื่อย ๆ
8. ช่วงเดือนเมษายนลองกองส่วนใหญ่มักแทงช่อดอก และโดยลักษณะประจำพันธุ์ของลองกองมักจะแทงช่อดอกพร้อมกับการแตกยอดอ่อน หากเกิดกรณีเช่นนี้ต้องให้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 เพิ่มเติมต้นละ 1-2 กิโลกรัม เพื่อเร่งให้แก่ก่อนที่ดอกจะบาน หรืออาจจะฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 30-30-30 ด้วยกัน นอกจากนี้ควรกวาดใบลองกองและวัสดุคลุมโคนกลับเข้ามาคลุมโคนเช่นเดิม พร้อมกับหว่านปุ๋ยคอกที่สลายตัวตัวดีแล้วต้นละ 30 กิโลกรัม จะทำให้ลองกองยึดช่ออย่างสวยงาม แล้วรดน้ำตาม และสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในระยะตั้งแต่ลองกองเริ่มออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตก็คือ ดินจะต้องชุ่มชื้นอยู่เสมอ หากขาดน้ำจะทำให้ผลมีขนาดเล็กและร่วงได้
9. เมื่อดอกมีความยาวประมาณ 2-2.5 นิ้ว ให้ทำการตัดแต่งดอกทันที เนื่องจากช่อดอกมักจะออกเป็นกระจุก ๆ จึงควรเด็ดช่อดอกทิ้งให้เหลือกระจุกละ 1 ช่อดอก เลือกช่อดอกที่โคนก้านช่อดอกอวบอ้วนไว้ และควรเป็นช่อดอกที่อยู่ด้านล่างหรือด้านล่างของกิ่ง ไม่ควรไว้ช่ออดอกที่อยู่ข้างกิ่งหรืออยู่ที่ตำแหน่งง่ามกิ่งหรือปลายกิ่งจนเกินไป ควรอยู่โคนหรือกลางกิ่งลองกองต้นลองกองแต่ละต้นควรไว้ช่อดอกประมาณ 70-150 ช่อก็พอ การไว้ช่อดอกมากเกินไปจะกระทบต่อการติดดอกออกผลในปีต่อไปได้
10. ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมจะต้องดูแลรักษาเรื่องการให้น้ำ ป้องกันโรคราดำที่ผิวเปลือกผลลองกอง การล้างช่อผลของน้ำฝนหรือน้ำที่ได้จากการสูบน้ำ (ถ้าทำได้) ฉีดพ่นอาหารเสริม ฮอร์โมน ธาตุอาหารรองและธาตุเสริม โดยเฉพาะแคลเซียมและโบรอน ซึ่งมีจำหน่ายทั้งในรูปของเหลวให้ฉีดพ่นทางใบ และเป็นเม็ดให้หว่านรอบโคนต้น การป้องกันกำจัดแมลงวันทองเพลี้ยแป้ง มดและแมลงในช่อผล หากดูแลรักษาเป็นอย่างดีจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี จำหน่ายได้ราคาดี
11. ช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 โดยเลือกปุ๋ยที่มีธาตุอาหารผสมอยู่ด้วย ใส่ในอัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้น หากจะใส่ปุ๋ยคอกเพิ่มเติมอีกก็ได้เพราะช่วงการเจริญเติบโตของช่อดอกและผลจะชอบปุ๋ยคอกมาก การใส่ปุ๋ยเคมีสูตรที่มีธาตุโปแตสเซียมค่อนข้างสูงสวยงามมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด
การตัดแต่งกิ่งลองกอง
การทำสวนลองกองในอดีตไม่มีการตัดแต่งกิ่งเลย โดยปล่อยให้ลำต้นและกิ่งก้านเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะเกษตรกรไม่เข้าใจและไม่เห็นความสำคัญของการตัดแต่งกิ่ง ประกอบกับลองกองแทงช่อดอกบริเวณลำต้นและกิ่ง หากตัดกิ่งออกเกษตรกรเข้าใจว่าจะทำให้ผลผลิตลดลง จึงปล่อยให้แตกกิ่งก้านเป็นไปตามธรรมชาติ ทรงพุ่มไม่แผ่กว้าง มักจะมีกิ่งมุมแคบเนื่องจากปลูกระยะชิดหรือปลูกแซมกับไม้ผลชนิดอื่น ทำให้ทรงต้นสูงชะลูดเพื่อแข่งกันแย่งแสงแดดกับไม่ผลชนิดอื่น แต่เนื่องจากในปัจจุบันวิชาการและเทคโนโลยีการเกษตรแผนใหม่เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่เกษตรกรในทุกวิถีทาง ประกอบกับลองกองได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของการตัดแต่งกิ่งมากขึ้น
ประโยชน์ของการตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งกิ่งหมายถึงการตัดกิ่งที่ไม่ต้องการออกหรือตัดเพื่อให้ได้รูปทรงตามที่ต้องการ ในทางปฏิบัติแล้วจะต้องทำการตัดแต่งกิ่งลองกองตั้งแต่เริ่มปลูกและทำติดต่อกันทุกปีจนกระทั่งต้นลองกองตายไป การตัดแต่งกิ่งลองกองตั้งแต่เริ่มปลูกเป็นสิ่งจำเป็นมากเพราะจะเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและการออกดอกติดผลเป็นอย่างยิ่ง ประโยชน์ของการตัดแต่งกิ่งลองกองสามารถแยกเป็นหัวข้อได้ดังนี้
1. ตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ได้ทรงพุ่มตามต้องการ ทรงพุ่มที่ต้องการสำหรับลองกองนั้นคือทรงสามเหลี่ยมหรือทรงพนมมือ การสร้างทรงพุ่มที่ต้องการนี้ถ้าเป็นลองกองที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดแล้วยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องตัดแต่งกิ่งลำต้นเพื่อสร้างทรงพุ่มอย่างมาก เพราะลำต้นลองกองที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดจะมีลักษณะทรงพุ่มที่สูดชะลูด มีกิ่งเจริญอยู่ในทรงพุ่มยาก ทำให้การบำรุงรักษาตลอดจนการเก็บเกี่ยวทำได้ยาก จึงต้องทำการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ลำต้นเตี้ยลงและมีทรงพุ่มที่แผ่ออก ส่วนลองกองที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเสียบยอดและทานกิ่งนั้น โดยปกติจะมีการสร้างพุ่มที่แผ่ออกอยู่แล้วการตัดแต่งกิ่งเพื่อสร้างทรงพุ่มจึงสามารถทำได้ง่าย
วิธีการตัดแต่งเพื่อสร้างทรงพุ่มนั้นหากเป็นต้นที่ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดควรเริ่มตัดยอดกิ่งเมื่อลำต้นสูงประมาณ 1 เมตร และยอกที่ตัดต้องเป็นสีน้ำตาลซึ่งจะทำให้ตากิ่งบริเวณลำต้นแตกเป็นกิ่งก้านแผ่ออกมาเป็นทรงพุ่ม ส่วนต้นลองกองที่ขยายพันธุ์โดยการเสียบยอดหรือทาบกิ่งมักจะไม่มีปัญหาในการแตกกิ่งก้าน เพราะเป็นการปลูกด้วยส่วนของกิ่งก้านอยู่แล้ว แต่จะมีปัญหาในเรื่องของการสร้างลำต้น จึงควรตัดแต่งกิ่งเพื่อสร้างลำต้นให้สูงจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร เมื่อลองกองอายุได้ 2 ปี
2. ตัดแต่งกิ่งเพื่อให้โครงสร้างของกิ่งแข็งแรง การตัดแต่งกิ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างกิ่งลองกองให้แข็งแรง กิ่งทำมุมแคบกับลำต้นมักจะไม่แข็งแรง เมื่อกิ่งเกิดติดผลจำนวนมากหรือต้องรับน้ำหนักคนที่ขึ้นไปเก็บเกี่ยวผลกิ่งอาจฉีดออกจากลำต้นได้ง่าย แต่กิ่งลองกองส่วนใหญ่มักจะทำมุมแคบกับลำต้น ดังนั้นหากเจอกิ่งที่ทำมุมกว้างกับลำต้นควรรักษาไว้ให้ดี วิธีการสร้างกิ่งที่ทำมุมกว้างอาจทำโดยตัดแต่งมุมแคบให้เหลือโคนกิ่งยาวประมาณ 2-3 นิ้ว หรือคั่นกิ่งมุมแคบให้เกิดตาใหม่ที่ส่วนล่างของกิ่งมุมแคบ ก็จะเกิดกิ่งมุมกว้างที่สมบูรณ์ดี แต่จะต้องทำตั้งแต่กิ่งยังเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 0.5 นิ้ว กิ่งมุมแคบหากมุมไม่แคบจนเกินไปการโน้มกิ่งก็จะช่วยให้โครงสร้างของกิ่งแผ่กว้างและแข็งแรงมากขึ้น
ในการสร้างกิ่งที่แข็งแรงของลองกองนั้นนอกจากจะพยายามเลือกกิ่งที่ทำมุมกว้างกับลำต้นไว้มาก ๆ แล้ว ยังจะต้องคำนึงถึงการสร้างกิ่งให้กระจายไปรอบ ๆ ลำต้นด้วย โดยไม่หนักไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ระบบการเกิดกิ่งต้องทแยงมุมห่างกันประมาณ 1 ฟุต นอกจากนี้กิ่งบางกิ่งแม้จะไม่สวยมากนักแต่มีประโยชน์ในการใช้เหยียบขณะขึ้นไปบนต้นลองกอง ก็ควรรักษากิ่งเหล่านี้ไว้
3. ตัดแต่งกิ่งเพื่อให้การติดดอกออกผลของลองกองดีขึ้น จากการศึกษาพบว่าลองกองที่มีการตัดแต่งกิ่งจะออกดอกติดผลได้ดีกว่าลองกองที่ไม่ได้ตัดแต่งกิ่ง ผลกระจายไปทั่วลำต้น กิ่งไม่เป็นกระจุก โคนช่อผลอวบ ช่อยาว การกระจายของผลในช่อสม่ำเสมอ ผิวเปลือกผลสะอาดดี ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน เพราะมีการสะสมอาหารไว้ในลำต้นและกิ่งมาก กิ่งโปร่ง การถ่ายเทอากาศภายในทรงพุ่มดี ความชื้นในช่อลองกองสามารถระเหยหรือแห้งได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ไม่เกิดเชื้อราดำที่ผิวเปลือกผลลองกอง ผลสวยงามเป็นที่ต้องการตลาด
4. เพื่อตัดกิ่งที่ไม่ต้องการออก กิ่งที่ไม่ต้องกการได้แก่ กิ่งในทรงพุ่ม กิ่งน้ำค้าง กิ่งที่ขึ้น
ขนานกับลำต้น กิ่งที่ชอบขึ้นบริเวณตาดอก กิ่งแห้ง กิ่งหัก กิ่งมาสมบูรณ์ กิ่งที่ถูกโรคและแมลงเข้าทำลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิ่งในทรงพุ่มนั้นจะไม่มีประโยชน์ในแง่ของการติดดอกออกผลเลย การตัดแต่งกิ่งเหล่านี้ออกไปจะช่วยให้ต้นลองกองแข็งแรงสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะกิ่งดังกล่าวจะเป็นตัวใช้อาหารมากกว่าสร้างอาหาร
5. เพื่อป้องกันโรคและหนอน การตัดแต่งกิ่งให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้ดีจะทำให้การระบาดของโรคราสีชมพู หนอนชอนเปลือก หนอนเจาะลำต้นและกิ่งลดหรือไม่มี หรือในกรณีที่มีการระบาดก็สามารถสังเกตเห็นได้ง่ายสามารถทำการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดได้ทันก่อนที่จะระบาดไปที่อื่น
6. ตัดแต่งกิ่งเพื่อเปิดทรงพุ่ม โดยการตัดกิ่งยอดเพื่อให้แสงส่องผ่านเข้ามาในทรงพุ่มเพื่อให้ผลได้รับแสงแดดและลดความชื้นภายในทรงพุ่ม แต่ต้องคำนึงด้วยว่าช่อลองกองที่ดีที่สุดนั้นมักจะอยู่ที่ปลายทรงพุ่มและส่วนยอดซึ่งเป็นช่อลองกองที่ปราศจากการทำลายของค้างคาวเนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มีใบหนาทึบ ประกอบกับโดยนิสัยของค้างคาวแล้วมักจะบินอยู่บริเวณใต้ทรงพุ่มแล้วโฉบขึ้นมากินลองกองบริเวณกิ่งโคนทรงพุ่มก่อน
วิธีการตัดแต่งกิ่ง ในการตัดแต่งกิ่งลองกองแต่ละระยะการเจริญเติบโตจะแตกต่างกัน จึงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะด้วยกันคือ ระยะก่อนให้ผลผลิตและระยะให้ผลผลิตแล้ว สำหรับวิธีการตัดแต่งกิ่งของแต่ละระยะมีดังนี้
การตัดแต่งกิ่งระยะก่อนให้ผลผลิต คือระยะต้นลองกองอายุระหว่าง 1-7 ปี ซึ่งยังไม่ให้ผลผลิต การตัดแต่งกิ่งในระยะนี้ก็เพื่อให้ได้ทรงพุ่มตามต้องการ โดยจะต้องทำทันทีเมื่อสังเกตเห็นว่ามีกิ่งผิดปกติเกิดขึ้น หลังจากปลูกลองกองหากไม่ตัดแต่งกิ่งอาจจะทำให้ลำต้นสองต้นแตกขึ้นมาตั้งโคนต้นได้ นอกจากนี้ตายอดของลำต้นบางต้นชะงักการเจริญเติบโตก็จำเป็นต้องตัดกิ่งเพื่อสร้างตายอดของลำต้นใหม่ ถ้าเป็นลองกองที่ได้จากการเพาะเมลดโดยตรงเมื่อต้นสูงได้ประมาณ 1 เมตร ให้ตัดยอดทิ้งเพื่อให้มีการแตกกิ่งก้านออกทางด้านข้าง ส่วนต้นที่ได้จากการเสียบยอดหรือทาบกิ่งที่มีการแตกกิ่งก้านดีอยู่แล้วยิ่งมีความจำเป็นต้องตัดแต่งกิ่งเพื่อสร้างลำต้น โดยให้ตัดแต่งกิ่งจนกระทั่งกิ่งล่างสุดสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร แล้วจึงเริ่มปล่อยให้แตกกิ่ง
การสร้างลำต้นโครงสร้างของกิ่งและทรงพุ่มให้สวยงามนั้น อาจใช้เทคนิคด้วยการตัดยอด การรัดลำต้น การควั่นลำต้น หรือการหุ้มยอด แต่อย่างไรก็ตามการวางระยะการกระจายของกิ่งมี
ความสำคัญต่อการตัดแต่งกิ่งในด้านใดด้านหนึ่ง จะส่งผลให้ลองกองติดดอกออกผลได้ทั่วลำต้นเช่นกัน
การตัดแต่งกิ่งเมื่อลองกองให้ผลผลิตแล้ว การตัดแต่งกิ่งเมื่อลองกองให้ผลผลิตแล้วนี้มีความสัมพันธ์กับการตัดแต่งกิ่งในระยะก่อนให้ผลผลิต กล่าวคือหากการตัดแต่งกิ่งในระยะก่อนให้ผลผลิตได้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ การตัดแต่งกิ่งในระยะนี้จะสะดวกขึ้น การตัดแต่งกิ่งในระยะนี้จะต้องรีบทำทันทีหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ เนื่องจากเป็นช่วงที่จะย่างเข้าหน้าฝน ต้นไม้จะเริ่มพักตัว ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ตัดแต่งกิ่งจะทำให้ระยะเวลาในการบำรุงรักษาให้ต้นลองกองมีความสมบูรณ์ มีการสะสมอาหารไว้ในลำต้นไม่ทันกับฤดูกาลติดดอกออกผลในฤดูแล้งที่จะมาถึง ทำให้กระทบต่อการติดดอกออกผลในปีต่อไป การตัดแต่งกิ่งในระยะนี้ให้ตัดเฉพาะกิ่งที่ฉีกหัก กิ่งบอบช้ำ กิ่งแห้งตาย กิ่งที่มีโรค หนอนชอนเปลือก และหนอนเจาะลำต้นรบกวน กิ่งที่มีกาฝากเกาะติด และกิ่งแขนงเล็ก ๆ ที่มักจะเกิดขึ้นมาพร้อมกับช่อดอก รวมทั้งต้องตัดแต่งขั้วช่อผลที่ติดอยู่ตามลำต้นและกิ่งออกให้หมดด้วย
การขึ้นไปตัดแต่งกิ่งลองกองควรได้ระวังเรื่องการเหยียบบริเวณตาดอกให้มาก ทางที่ดีควรใช้บันไดพาดลำต้นขึ้นตัดจะปลอดภัยกว่า หลังตัดแต่งกิ่งทุกครั้งควรใช้ปูนแดงทารอยแผลเพื่อป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อรา และพิจารณาตัดแต่งไม่ให้ทรงพุ่มโปร่งมากเกินไป เพื่อเป็นการรักษาความชื้นภายในทรงพุ่มด้วย
การพรวนดิน
การพรวนดินเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะนอกจากจะเป็นการกำจัดวัชพืชแล้วยังทำให้ดินร่วนซุย การถ่ายเทอากาศและความชื้นในดินดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้การเกิดปฏิกิริยาต่าง ๆ ภายในดินเป็นไปอย่างดีด้วย การพรวนดินให้กับลองกองควรทำตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงลองกองอายุ 3 ปี เมื่อลองกองอายุ 4 ปีขึ้นไปควรหยุดพรวนดิน เนื่องจากต้นลองกองเริ่มตั้งพุ่มแล้งและรากฝอยจะโผล่ลอยขึ้นอยู่บริเวณผิวดินใต้ทรงพุ่ม หากพรวนดินอาจทำลายรากที่มีประโยชน์ได้ ดังนั้นหากมีหญ้าหรือวัชพืชนั้นขึ้นในระยะนี้ควรฉีดพ่นด้วยสารกำจัดวัชพืชพวกพาราควอทหรืออาจใช้วิธีดายหญ้าแทน แต่โดยทั่วไปในใบลองกองจะหล่นคลุมบริเวณโคนต้น ทำให้บริเวณโคนต้นมีหญ้าขึ้นน้อยหรือไม่ขึ้นเลยเพราะรัศมีของทรงพุ่มปกคลุมอยู่ ถ้าหญ้าขึ้นไม่มากก็ไม่ควรดายหญ้าออกจนหมดเพราะหญ้าจะช่วยรักษาความชื้นของดินไว้ได้ และเมื่อถึงฤดูแล้งควรใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมบริเวณโคนต้นเพื่อรักษาความชื้น แต่ต้องคอยระวังปลวกที่อาจเข้าทำลายโคนต้นลองกองได้
การปลูกพืชคลุมดิน
การปลูกพืชคลุมดินในสวนลองกองมีประโยชน์ต่อต้นลองกองหลายด้านด้วยกัน เช่น ช่วยควบคุมวัชพืชภายในแปลง ป้องกันการชะล้างและการพังทลายของดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน และช่วยรักษาความชุ่มชื้นของดิน ซึ่งจะส่งผลให้ต้นลองกองมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่ดีขึ้น ในปัจจุบันพืชคลุมดินที่ปลูกเป็นพวกที่มีการเจริญเติบโตแบบเลื้อยพันหลายชนิดโดยการปลูกรวมกัน เนื่องจากการปลูกเพียงชนิดเดียวนอกจากจะไม่ได้รับประโยชน์จากพืชคลุมดินเต็มที่แล้ว ยังอาจได้รับความเสียหายจากโรคและแมลง และสภาพดินฟ้าอากาศไม่เหมาะสมกับพืชคลุมบางชนิดได้ ในสภาพการปลูกพืชคลุมดินหลายชนิดรวมกันพืชคลุมบางชนิดอาจจะเจริญเติบโตได้เร็วในปีแรก ในขณะที่พืชคลุมดินบางชนิดเจริญเติบโตได้ดีในปีถัดๆไป
ชนิดของพืชคลุมดินที่นิยมปลูกในสวนลองกองคือพืชตระกูลถั่ว ประกอบด้วยถั่วเซนโตซิมา, เพอราเรียและถั่วคาลาโปโกเนียม ใช้ในอัตราส่วน 2:3:1: โดยน้ำหนัก ใช้ในอัตรา 0.8-1 กิโลกรัมต่อไร่ วิธีการปลูกสามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมคือ การปลูกระหว่างแถวลองกองเป็นแถว 3-5 แถวโดยปลูกให้ห่างจากต้นลองกองประมาณ 1-1.5 เมตร การปลูกวิธีนี้สามารถปรับใช้ได้กับทุกสภาพพื้นที่และสะดวกในการดูแลรักษา การปลูกควรปลูกก่อนฤดูฝน 1-2 เดือน ในระยะแรกที่พืชคลุมยังเจริญเติบโตครอบคลุมพื้นที่ไม่หมดควรหมั่นป้องกันกำจัดวัชพืชขึ้นรบกวนพืชคลุมอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอพร้อมกับใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเร่งบำรุงใบ และเมื่อพืชคลุมเจริญเติบโตคลุมพื้นที่ได้หมดโดยใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน ต้องระวังไม่ให้พืชคลุมไปรบกวนต้นลองกอง
การออกดอกและการให้ผล
ดังที่กล่าวไว้แล้วว่าลองกองที่ปลูกจากเมล็ดจะให้ผลช้ากว่าลองกองที่ปลูกจากเมล็ดจะให้ผลช้ากว่าลองกองที่ปลูกจากกิ่งทาบหรือเสียบยอด ต้นที่ปลูกจากเมล็ดจะให้ดอกและผลได้ดีได้ในปีที่ 7-8 ในขณะที่ต้นลองกองที่ปลูกจากกิ่งทาบหรือเสียบยอดจะให้ดอกและผลได้ในปีที่ 5-6 เท่านั้น การที่จะเลือกปลูกด้วยต้นพันธุ์ชนิดใดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ปลูกเอง ถ้าผู้ปลูกต้องการได้ผลผลิตในระยะเวลาอันสั้นและผลผลิตสม่ำเสมอก็ควรปลูกด้วยกิ่งทาบหรือเสียบยอด แต่ผู้ปลูกจะต้องลงทุนค่อนข้างสูงในการหาซื้อกิ่งพันธุ์ เพราะกิ่งทาบหรือเสียบยอดจะมีราคาสูงกว่าต้นกล้าจากการเพาะเมล็ด สำหรับผู้ปลูกที่มีทุนน้อยอาจปลูกด้วยต้นกล้าจากการเพาะเมล็ด ซึ่งจะให้ผลผลิตช้าและเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์อีกด้วย
การออกดอกของลองกองจะออกหลายรุ่น โดยตาดอกจะเริ่มผลิประมาณเดือนเมษายนถึงมิถุนายน และสามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณเดือนกันยายนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน (ภาคใต้) รวมระยะเวลาตั้งแต่ออกดอกถึงเก็บผลประมาณ 6-8 เดือน สำหรับปริมาณผลผลิตนั้นขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นลองกอง อายุของต้นลองกองและการปฏิบัติดูแลรักษา แต่ชาวสวนลองกองในอำเภอยะริ่ง จ.ปัตตานี ได้กล่าวว่าต้นลองกองอายุประมาณ 15 ปี เป็นขนาดที่กำลังให้ผลผลิตดี จะให้ผลผลิตถึง 120 กิโลกรัมต่อต้น ช่อผลขนาดใหญ่ที่สุดมีน้ำหนักถึงช่อละ 3 กิโลกรัม
การตัดแต่งช่อดอก เนื่องจากลักษณะการออกช่อดอกของลองกองจะออกเป็นกลุ่ม ๆ ในแต่ละกลุ่มจะมีหลายช่อดอก หากปล่อยให้ทุกช่อดอกพัฒนาไปเป็นผลลองกองจะต้องใช้อาหารและพลังงานเป็นจำนวนมากเพื่อส่งเสริมการพัฒนาของช่อดอกเหล่านั้น จะส่งผลให้ผลลองกองมี
ขนาดเล็กและในฤดูกาลถัดไปต้นลองกองจะติดผลน้อย เนื่องจากอาหารที่สะสมไว้ในลำต้นถูกใช้ไปในปริมาณมาก ต้องใช้เวลาในการสะสมอาหารนานขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำการตัดแต่งช่อดอก
ประโยชน์ของการตัดแต่งช่อดอกลองกองมีมากมาย กล่าวคือ การตัดแต่งช่อดอกเป็น
การสร้างความสมดุลระหว่างอาหารที่ต้นลองกองสร้างขึ้นได้กับปริมาณดอกและผลที่คงเหลือไว้บนต้น ส่งผลให้ช่อดอกและผลที่เหลือบนต้นสามารถใช้น้ำและอาหารได้อย่างเต็มที่ การตัดแต่งช่อดอกทำให้ช่อดอกสมบูรณ์ การสูญเสียอาหารเนื่องจากการร่วงของช่อดอกและผลที่ยังไม่สุกมีน้อยเพราะการตัดแต่งช่อดอกจะทำให้ดอกร่วงน้อย สามารถคัดเลือกและสร้างช่อดอกเพื่อให้ได้ช่อดอกลองกองที่ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาดและขายได้ราคาแพง การตัดแต่งช่อดอกทำให้ช่อดอกกระจายอยู่ตามกิ่งและลำต้นได้เหมาะสมและสามารถยืดตัวได้อย่างเต็มที่ ไม่อัดแน่นเป็นกระจุก นอกจากนี้หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วต้นลองกองยังมีอาหารเหลือพอที่จะเจริญเติบโตทางกิ่งใบต่อไปได้ แล้วยังช่วยลดอาการทรุดโทรมของต้นลองกองหลังการเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ลองกองออกดอกติดผลสม่ำเสมอทุกปี
อย่างไรก็ตามเพียงแต่การตัดแต่งช่อดอกและผลลองกองอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าลองกองจะติดดอกออกผลดี ผลจะไม่ร่วงหล่น ช่อดอกจะยืดยาว แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ประกอบอีกหลายอย่างที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย การตัดแต่งกิ่ง การป้องกันกำจัดโรคและแมลง เป็นต้น
สำหรับขั้นตอนและเทคนิคในการตัดแต่งช่อดอกลองกองปฏิบัติดังนี้
1. ก่อนอื่นต้องพิจารณาการกระจายของช่อดอกเสียก่อน ว่าการกระจายของช่อดอกไปตามกิ่งก้านมีมากน้อยเพียงใด หากช่อดอกอยู่กระจายไปทั่วกิ่งให้สันนิษฐานว่าการติดช่อดอกและผลจะดีกว่าการเกิดช่อดอกเป็นกระจุกหรือหนาแน่นเป็นบางกิ่ง
2. เมื่อตาดอกเริ่มแทงออกมาให้สังเกตดูว่าเป็นตาช่อดอกเดี่ยวหรือกลุ่มช่อดอก ถ้าเป็นตาของช่อดอกเดี่ยวหากสมบูรณ์ดีให้เว้นไว้ แต่ต้องไม่อยู่ใกล้กับกลุ่มช่อดอกมากนัก ถ้าอยู่ใกล้ชิดกันให้ตัดทิ้ง และถ้าเป็นกลุ่มช่อดอกเมื่อช่อดอกมีความยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ก็สามารถตัดแต่งช่อดอกที่ไม่ต้องการออกได้ เนื่องจากระยะนี้ก้านของช่อดอกยังอ่อนอยู่ สามารถเด็ดหรือเกี่ยวสอยลงได้ง่าย
3. ช่อดอกที่ควรตัดทิ้งเป็นอันดับแรกคือ ช่อดอกที่แทงออกมาเป็นกระจุก ช่อที่ควรตัดออกคือ ช่อที่สั้น เล็ก ไม่สมบูรณ์ คดงอ ไม่อวบอ้วน กระจุกหนึ่ง ๆ ควรเว้นช่อดอกที่สมบูรณ์ไว้ไม่เกิน 1-2 ช่อต่อกระจุก
4. ช่อดอกที่เหลือไว้บนต้นควรเป็นช่อดอกที่ชี้ลงด้านล่างหรือชี้ออกด้านข้าง ไม่ควรเว้นช่อดอกที่ชี้ตั้งฉากกับกิ่งในแนวดิ่งไว้ เพราะเมื่อติดผลแล้วน้ำหนักผลจะถ่วงให้ช่อโค้งงอไม่ได้มาตรฐาน
5. ช่อดอกที่ออกเป็นกระจุกคือออกเพียง 1-2 ช่อพอดี ควรดูการยืดตัวของช่อดอก การเรียงตัวของดอกภายในช่อว่ามีความสม่ำเสมอมากน้อยเพียงใด หากช่อดอกมีการยืดตัวดี ช่อดอกสมบูรณ์ ดอกเรียงตัวสม่ำเสมอ ก็ไม่ต้องทำการตัดแต่งช่อดอก แต่ถ้าดอกเรียงกันอยู่ห่าง ๆ หรือโคนก้านช่อดอกคอดกิ่งไม่อวบใหญ่ก็ควรตัดทิ้งไป
6. ในการตัดแต่งช่อดอกควรพิจารณาตัดแต่งช่อดอกบริเวณลำต้นแลโคนกิ่งใหญ่เป็นกรณีพิเศษ เพราะจะเป็นช่อดอกที่สมบูรณ์มาก แต่ถ้าพบช่อดอกที่อยู่บริเวณปลายกิ่งควรตัดออกให้มากที่สุด
7. ระยะไว้ช่อดอกควรทิ้งระยะประมาณ 10-15 เซนติเมตรต่อการไว้ช่อดอก 1 ช่อ และหากปฏิบัติได้ควรไว้ช่อดอกเพียงช่อเดียวจะดีที่สุด
8. อัตราส่วนไว้ช่อดอกต่อกิ่งจะเป็นดังนี้คือ กิ่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ควรไว้ช่อดอก 3-5 ช่อ และกิ่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 นิ้ว ควรไว้ช่อดอก 10-15 ช่อ อย่างไรก็ตามอัตราส่วนนี้ใช้ในกรณีที่ลองกองได้รับการปฏิบัติดูแลรักษาเป็นอย่างดี
9. การตัดแต่งช่อดอกลองกองไม่ควรทำเพียงครั้งเดียวแล้วถือว่าเป็นการเพียงพอแล้ว เพราะช่อดอกลองกองจะทยอยแทงออกมาเรื่อย ๆ ไม่พร้อมกันเพราะฉะนั้นจะต้องคอยสังเกตการเจริญของช่อดอกอยู่เสมอ หากพบว่ามีช่อดอกคดงอ แคระแกรน ดอกในช่อยังร่วงอยู่อีก แม้ว่าช่อดอกจะยาวก็ควรตัดทิ้งไป
10. หลังการตัดแต่งช่อดอกจะต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเริ่มให้ปริมาณน้อย ๆ ก่อน (ยกเว้นกรณีฝนตก) การให้น้ำอย่างสม่ำเสมอนี้จะทำให้การเจริญเติบโตของช่อดอกดีมาก ช่อดอกจะยืดยาวและสมบูรณ์ ดอกจะทยอยบาน การขาดน้ำเป็นเวลาหลายวันหรือกระทบแล้งในช่วงนี้จะทำให้ดอกร่วง และในทางตรงกันข้ามหากฝนเกิดตกลงมาในขณะที่ขาดน้ำหลาย ๆ วัน ดอกสำลักน้ำอาจทำให้ดอกร่วงได้เช่นกัน
การตัดแต่งผล เนื่องจากลองกองมีการบานของดอกในช่อเดียวกันไม่พร้อมกัน จึงทำให้ผลเจริญเติบโตและสุกไม่พร้อมกัน จึงควรทำการตัดแต่งผล การตัดแต่งผลลองกองเริ่มทำเมื่อผลลองกองมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตร โดยทำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผลสุกเก็บเกี่ยวได้ การตัดแต่งผลมีประโยชน์ดังนี้คือ เมื่อเด็ดผลที่ไม่สมบูรณ์ออกแล้วจะทำให้ผลที่เหลือในช่อเจริญเติบโตได้เต็มที่ เจริญเติบโตสม่ำเสมอ ผลในช่อมีคุณภาพดีตรงตามความต้องการของตลาด และสามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน สะดวกในการเก็บเกี่ยวผลไม่แตกและไม่เกิดบาดแผลระหว่างเก็บเกี่ยวผลสุก ผลสุกก็ไม่เสียหายจากการเน่าเสียลุกลามจากผลข้างเคียง ผลสุกสามารถเก็บไว้บริโภคได้หลายวันเพราะการเรียงตัวของผลในช่ออยู่กันอย่างหลวม ๆ
อย่างไรก็ตามมีเจ้าของสวนลองกองจำนวนน้อยเท่านั้นที่ทำการตัดแต่งผลลองกอง เนื่องจากการตัดแต่งผลลองกองในแต่ละช่อถ้าทำกันจริงจังจะสิ้นเปลืองแรงงานมาก แต่ถ้าได้ทำการตัดแต่งผลแล้วจะทำให้ช่อดอกผลสวยงามได้มาตรฐานเป็นที่ต้องการของตลาดและจำหน่ายได้ราคาแพง สำหรับเทคนิคการตัดแต่งหรือเด็ดผลลองกองปฏิบัติดังนี้
1. การเด็ดผลบริเวณโคนช่อควรกระทำในกรณีที่ผลโคนช่อเบียดกับกิ่งมากเกินไป เพราะเมื่อผลเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อาจทำให้ช่อลองกองทั้งช่อหลุดออกจากกิ่งหล่นลงมาบริเวณโคนต้นได้ แต่ผลบริเวณโคนช่อก็มีประโยชน์เช่นกันโดยทำหน้าที่เป็นหมอนยึดระหว่างกิ่งกับช่อผลพอประมาณ จะทำให้ช่อผลลองกองไม่เคลื่อนไหวแกว่งไปมาเมื่อลมพัดแรง ดังนั้นเมื่อผลลองกองสุกถ้าสามารถเก็บเกี่ยวได้ก็ไม่ต้องเด็ดผลที่ทำหน้าที่เป็นหมอนออก แต่ถ้าหากใช้กรรไกรเก็บเกี่ยวไม่ได้ก็ต้องเด็ดผลลองกองบริเวณโคนช่อออก 1-2 ผล
2. การเด็ดผลในช่อควรเด็ดผลที่แคระแกร็น ผลที่เจริญเติบโตไม่ทันกับผลอื่น ผลที่ไม่
สมบูรณ์ ผลที่อัดแน่นจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อให้ผลที่เหลือในช่อเรียงกันอยู่หลวม ๆ เพื่อการเจริญเติบโตของผลจะได้สม่ำเสมอและเป็นผลสุกที่ได้มาตรฐาน
3. การเด็ดผลปลายช่อ โดยทั่วไปแล้วบริเวณปลายช่อผลลองกองจะมีผลขนาดเล็ก แคระแกร็นไม่ค่อยสมบูรณ์อยู่ จึงควรเด็ดผลปลายช่อบางผลออก หรือใช้วิธีตัดปลายช่อผลที่มีผลอยู่เพียง 1-2 ผลทิ้งไป
4. ในระยะ 2-3 เดือน หากมีการดูแลรักษาอย่างดีช่อผลและผลจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในระยะนี้หากสังเกตพบว่ามีผลที่ไม่สมบูรณ์อยู่ในช่อดอกใดให้เด็ดผลนั้นทิ้ง
5. การเด็ดผลสุกก่อน ก่อนผลสุก 2 เดือน ผลจะเริ่มเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีเหลือง การเจริญเติบโตในช่วงนี้จะรวดเร็วมาก ซึ่งอาจมีผลแตก ผลเน่า ที่เกิดจากการเบียดตัวหรือจากโรคแมลงทำลาย จึงควรเด็ดหรือเขี่ยผลที่เน่าเหล่านี้ออกจากช่อผล มิเช่นนั้นอาการเน่าที่มีเชื้อโรคอาจลุกลามไปสู่ผลอื่น ๆ ได้
การเจริญของช่อดอกและผล จากการศึกษาการเจริญเติบโตของช่อดอกและผลลองกองจากสวนที่ไม่มีการตัดแต่งช่อดอกและการดูแลเอาใจใส่ไม่ดีเท่าที่ควร พบว่าช่อดอกลองกองทยอยแทงออกจากตาบริเวณลำต้นและกิ่ง เริ่มสังเกตเห็นช่อดอกช่วงปลายเดือนเมษายน ช่อดอกมีทั้งอยู่เดี่ยว ๆ และเป็นกลุ่ม ๆ บางกลุ่มมีช่อดอกมากกว่า 15 ช่อ ก้านช่อดอกหยุดเจริญหลังจากแทงออกมานานประมาณ 19 สัปดาห์ ความยาวของช่อดอกบางช่อมีความยาวมากกว่า 15 เซนติเมตร ในขณะที่ก้านช่อดอกเจริญนั้น ดอกก็จะเจริญไปพร้อม ๆ กัน ดอกเจริญจากโคนก้านช่อไปยังปลายช่อ จำนวนดอกในแต่ละช่อขึ้นอยู่กับความยาวของก้านช่อ ดอกที่โคน
ตั้งกระทู้โดย : เบน , 2548-02-18 / 08:24:40
โรคราสีชมพู สาเหตุเกิดจากเชื้อรา ระบาดมากในช่วงฤดูฝนเกิดกับต้นที่มีทรงพุ่มทึบ เข้าทำลายบริเวณกิ่งและลำต้น โดยเชื้อราจะเริ่มจับที่กิ่งและลำต้นเป็นจุดสีขาวเล็กๆ แล้วเจริญเป็นเส้นใยปกคลุมบางๆ และค่อยๆ หนาขึ้น ทำให้เปลือกที่หุ้มลำต้น กิ่ง เน่าเปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาลอ่อน
เมื่อถูกทำลายรุนแรงเส้นใยจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู อาการต้นลองกองที่โรคราสีชมพูเข้าทำลายที่สังเกตได้เด่นชัดคือใบจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แคระแกร็น ใบแห้งและร่วงหล่น เนื้อเปลือกกิ่งลำต้นเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล กิ่งหรือลำต้นจะแห้งตายไปในที่สุด การทำสวนลองกองใกล้กับการทำสวนยางพาราควรระมัดระวังโรคนี้ให้มาก เพราะเป็นโรคที่ระบาดรุนแรงในยางพารา
การป้องกันกำจัด ควรตัดแต่งทรงพุ่มและใบให้โปร่ง เพื่อให้ลมโกรกและแสงแดดผ่านเข้าถึง เพื่อจะให้กิ่งแห้งเร็วเพราะเชื่อราสีชมพูจะระบาดรุนแรงในช่วงฤดูฝน ควรฉีดพ่นด้วยสารเคมีกลุ่มสารประกอบทองแดง อัตราความเข้มข้น 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยผสมสารจับใบหรือสารเพิ่มประสิทธิภาพโดยเน้นฉีดเคลือบบริเวณลำต้น กิ่ง และใบบางส่วนเพื่อเป็นการป้องกันการระบาด ส่วนการใช้สารเคมีหลังจากเชื่อระบาดแล้วควรใช้สารบลูโนลินัมเฟลนตาเรียมในอัตราสารเคมี 1 ส่วนต่อน้ำ 9 ส่วน ผสมปูนแดงทาบริเวณที่เกิดเชื้อราจะได้ผลดีมาก แต่หากกิ่งใดระบาดรุนแรงควรตัดทิ้งแล้วเผาทำลาย
โรครากเน่า สาเหตุเกิดจากเชื่อราในกลุ่มไฟทอปทอรา โรคนี้ทำความเสียหายกับต้นลองกองในช่วงฤดูฝนอาการของโรคจะทำให้เปลือกรากเน่าเปื่อยแล้วลุกลามไปรอบโตนต้น อาการในระยะแรก ๆ จะสังเกตได้ยากเปลือกของรากและโคนต้นจะเริ่มฟูนิ่มและล่อนออกในขณะเดียวกันลำต้นและกิ่งเริ่มแสดงอาการแคระแกร็น ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วงหล่นชะงักการแตกยอดอ่อนและกิ่งอ่อน หากอาการรุนแรงเปลือกรากจะเน่าเปื่อยยุ่ยเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล ลำต้นและกิ่งเริ่มแห้งและตายในที่สุด
การป้องกันกำจัด เมื่อเข้าสู
|